Title : ไหนว่าแกล้งรัก [ Chapter 10 - END ]
By : Ayo
Paring : KangTeuk
Rate : PG-15 (This part)
Category : Romantic / Comedy
Author’s note : อ่านตอนนี้แล้วขอเตือนว่าใครเป็นเบาหวานก็กรุณาเตรียมยาไว้ข้างๆมือนะคะ เพราะเดี๋ยวน้ำตาลในเส้นเลือดจะพุ่งตาย55+ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ ขอบคุณที่ติดตามฟิกเรื่องนี้มาจนถึงตอนสุดท้าย (กราบงามๆสามรอบแล้วก็วิ่งจากไป) เจอกันใหม่เรื่องหน้านะคะ ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะให้พี่คังอินรับบทเป็นอะไรดี?.....(แต่ที่แน่ๆ...........เขาคงเป็นคนที่รักพี่ลีทึกล่ะค่ะ.......ฮิ้ว~~~!!! ^^”)
ปล. ใครที่สนใจฟิกรวมเล่มเรื่องนี้ จิ้มตามไปดูรายละเอียดได้เลยนะคะ ฝากด้วยค่า.. : http://ayofix.exteen.com/20080817/by-ayo
+++++++++++++++++++
เสียงเพลงดังแว่วในความเงียบสนิท สายลมกลางคืนพัดโชยแผ่วเบาปะทะเข้ากับร่างกายของเด็กหนุ่ม ยูฮวานนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ดวงตาไร้ความรู้สึกมองออกไปยังท้องฟ้ายามราตรีเบื้องนอก ฝ่ามือใหญ่กำแก้วที่มีน้ำสีอำพันบรรจุอยู่ มืออีกข้างถูกวางไว้ข้างลำตัวคล้ายกับมือนั้นไม่มีเรี่ยวแรง หากใครเข้ามาเห็นเขาในตอนนี้ก็คงจะบอกว่า นี่หรือ.... จาง ยูฮวาน ที่เคยดูดีตลอดเวลา ตอนนี้เขาก็เป็นได้แค่คนที่ไร้หัวใจ....
ในอกเบาโหวงเหมือนก้อนเนื้อที่เคยอยู่ตรงนั้นมันไม่อยู่กับที่ของมันอีกต่อไปแล้ว เพราะมันหายไปกับใครบางคนที่ป่านนี้คงกำลังมีความสุขอย่างล้นเหลือ เรียวปากได้รูปเหยียดยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง จากนั้นใบหน้าของเด็กหนุ่มจึงก้มต่ำลง ดวงตาพร่าเลื่อน หยาดน้ำตาหลั่งไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าหล่อเหลาเสียงหัวเราะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น เจ็บเหมือนใจจะขาด………
‘เคยไหมรักใครที่เขาไม่แคร์แต่แคร์เขาอยู่ เคยไหมทุ่มเททั้งๆที่รู้ไม่ได้กลับมา เฝ้าคอยไม่น่าจะคอย ก็คอย โง่เป็นบ้า ผลลัพธ์เท่ากับน้ำตาแน่ล่ะคนแพ้คือเรา’
เสียงเพลงจากวิทยุยังดังแผ่ว แต่เนื้อเพลงนั้นมันโดนใจคนที่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเต็มๆ หลังจากที่เด็กหนุ่มยืนอึ้งอยู่กับคำตอบของร่างบางพักหนึ่ง เขาก็กลับบ้านมาด้วยร่างกายที่ไม่มีหัวใจ และเมื่อกลับมาเขาก็เพิ่งรู้ว่าทนความเย็นชา ห่างเหินอย่างนั้นจากพี่ลีทึกไม่ไหว จะทำยังไงคำพูดทุกคำของร่างบางนั่นมันก็ก้องอยู่ในหู ตอกย้ำให้ใจร้าวรอนได้อย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งเดียวที่คงจะพอให้เขาลืมได้ก็คงเป็นน้ำสีอำพันในมือที่ไม่ว่าจะดื่มไปกี่แก้วก็ตาม ก็ยังไม่สามารถลืมอะไรเกี่ยวกับคนที่เขารักสุดหัวใจได้เลย…
ประตูห้องนอนของเด็กหนุ่มถูกกระชากเปิดออกแรงๆ แต่กระนั้นเจ้าของห้องก็ยังคงนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยาวจรดพื้น ไม่สนใจว่าใครที่เป็นคนเข้ามาในห้องเขา
“ยูฮวานแกหมายความว่าไงที่ส่งข้อความมาหาพี่ว่าจะเลิกทำให้พี่คังอินกับไอ้ผู้ชายคนนั้นแยกจากกัน”
เสียงแหลมเล็กของหญิงสาวหน้าตาสะสวยดังขึ้นก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินเข้ามาในห้องของน้องชายที่ปิดไฟมืดสนิททั้งๆที่ดึกมากแล้ว
“พี่ยูริ”
เด็กหนุ่มหันมาตามเสียงก่อนที่ทั้งห้องจะสว่างขึ้นเมื่อพี่สาวของเขาเปิดไฟในห้องให้
“ฉันถามว่ามันหมายความว่าไง.. เอ๊ะ! นี่แกกินเหล้าเหรอเนี่ย แกเป็นบ้าอะไรยูฮวาน?”
หญิงสาวเสียงดังยิ่งกว่าเก่าเมื่อเห็นสภาพน้องชายคนเดียวของเธอ ใบหน้าที่เคยหล่อใส กลับดูโทรม ดวงตาคมเจ้าชู้อย่างที่ผู้หญิงหลายคนต้องหลงใหลแดงช้ำไปหมด
“กลับมาแล้วเหรอครับพี่ยูริ”
“ใช่สิ แกเป็นไรน่ะยูฮวาน? ทำไมตาแดงๆ...ร้องไห้เหรอ...?”
“ไม่มีอะไรหรอกครับพี่ อย่าห่วงเลย ได้รับข้อความแล้วใช่มั้ยครับ”
เด็กหนุ่มยิ้มบางๆให้พี่สาวซึ่งเป็นยิ้มที่ฝืนเต็มทน
“ได้รับแล้ว แกห้ามเลิกทำลายเขาสองคนนะ ไม่ว่ายังไงแกต้องทำเพื่อพี่ เขาสองคนทำพี่เจ็บเท่าไหร่ แกต้องทำให้เขาเลิกกันให้ได้นะ” หญิงสาวเขย่าแขนน้องชาย ก่อนจะทำสายตาอาฆาตปนรังเกียจเมื่อพูดถึงบุคคลที่เป็นเป้าหมาย เด็กหนุ่มเอื้อมมือจับมือพี่สาวไว้ก่อนจะถอนหายใจออกมายืดยาว
“พอเถอะครับพี่ออย่าไปยุ่งกับเขาเลย เราอยู่ของเรา เขาก็อยู่ของเขานะครับ”
มือเรียวสะบัดมือน้องชายทิ้งก่อนจะตะเบ็งเสียงใส่อีกฝ่ายเสียงดัง
“ทำไมแกพูดแบบนี้ยูฮวาน!! เขาทำกับพี่เท่าไหร่พี่ก็เล่าให้แกฟังแล้วไม่ใช่เหรอ เขาทำให้พี่เจ็บปวด แล้วแกจะบอกให้พี่ปล่อยเขาสองคนไปเหรอ แกรักพี่หรือเปล่า ถ้าแกไม่แก้แค้นให้พี่....พี่ทำเองก็ได้!!!”
ยูริทำท่าจะลุกขึ้นยืนแต่ก็โดนเด็กหนุ่มรั้งเอาไว้ซะก่อน
“ถึงพี่จะทำยังไง.. พี่ก็ทำลายเขาไมได้หรอกครับผมพยายามแล้ว... ผมอยากให้พี่หยุด แล้วอย่าไปยุ่งกับเขาอีก”
“ทำไมแกพูดแบบนี้ แกจะปล่อยให้พี่เจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียวเหรอ ทั้งๆที่พี่คังอินต้องเป็นของพี่ ไม่ใช่ของไอ้ผู้ชายหน้าสวยคนนั้น แกจะให้พี่ยอมยกคนที่พี่รักให้คนอื่นไปเหรอ อยากให้พี่เจ็บปวดเหรอยูฮวาน”
เพราะรู้ว่าน้องชายทนกับน้ำตาของตัวเองไม่ไหว หญิงสาวจึงพยายามที่จะบีบน้ำตาให้ได้มากที่สุด เด็กหนุ่มมองพี่สาวของตนเองอย่างสงสารก่อนจะดึงอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน...
.....ไม่ใช่พี่คนเดียวหรอกครับที่เจ็บปวด ตอนนี้ผมก็รู้สึกเจ็บไม่แตกต่างไปกว่าพี่ เราทั้งคู่เจ็บเหมือนกัน เจ็บที่คนที่รักไม่เคยสนใจในความรักของเรา เจ็บที่ไม่สามารถได้รับความรักจากเขา และเจ็บที่ทำยังไงก็ไม่มีวันได้เขามาครอบครอง…..
“เชื่อผมเถอะครับพี่ เราทำลายเขาไม่ได้ ยิ่งเรายุ่งกับเขามากเท่าไหร่เราสองคนก็ยิ่งเจ็บปวด ผมรู้ว่าพี่เจ็บปวดแค่ไหน เพราะผมเองก็เจ็บปวดไม่แพ้พี่ อาจจะมากกว่า พี่ยังดีที่คุณคังอินเขาเคยตอบรับความรักพี่ แต่ผมไม่เคยได้รับความรักตอบแม้สักครั้งจากคนที่ผมรัก ยอมรับเถอะครับเราแพ้แล้ว เลิกยุ่งกับเขาสองคนเถอะ”
ดวงตาคมหลับลงก่อนที่น้ำใสๆจะไหลลงอาบแก้ม ผมจะเลิกยุ่งกับพี่ จะไม่ไปเจอหน้า จะไม่โทรหา จนกว่าผมจะคิดได้แค่เป็นน้องชายพี่ พี่ลีทึก……
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเว้าวอนและขอร้อง ความเจ็บปวดมากมายถ่ายทอดออกมาจากน้ำเสียงนั้นให้หญิงสาวได้รู้และตระหนักถึงความจริงที่เธอรู้มานาน แต่ก็ยังดันทุรัง... ยูริยกแขนขึ้นกอดยูฮวานเมื่อรู้สึกว่าเด็กหนุ่มกำลังร้องไห้กับไหล่ของเธอ หญิงสาวรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เด็กหนุ่มถ่ายทอดมาให้ รับรู้ถึงความหมายในคำพูดของน้อง และรับรู้ว่าทั้งเธอและยูฮวานแพ้แล้ว ดวงตากลมโตของหญิงสาวหลับลง ปล่อยให้น้ำตาไหลริน ไม่ใช่น้ำตาที่อยากจะแสแสร้ง แต่เป็นน้ำตาของความเจ็บปวด ความเจ็บปวดที่กักเก็บมานาน น้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ซึ่งเธอไม่เคยคิดจะยอมรับมัน…
+++++++++++++++++++
เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังแผ่วๆ บ่งบอกว่าเจ้าของใบหน้างดงามยังคงหลับใหล คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าอ้อมแขนของใครอีกคนบนเตียงกำลังจะละออกไปจากเอวของตัวเอง ไออุ่นจากอกแกร่งที่เขาได้รับตลอดคืนกำลังจะเลือนหาย
ลีทึกเกือบจะลืมตาขึ้นแล้วร้องเรียกเจ้าของความอบอุ่นที่กกกอดเขาไว้ตลอดคืนแล้ว แต่ได้ยินเสียงทุ้มของอีกฝ่ายสนทนาอะไรอยู่แว่วๆข้างเตียง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะกลับขึ้นมาบนเตียงอีกครั้งแล้วกระชับร่างของเขาเข้าสู่อ้อมกอดดั่งเคย คิ้วเรียวคลายออกก่อนจะซุกตัวเข้าหาความอบอุ่นจากคนตัวโตตามเดิม แขนเรียวยกขึ้นพาดไปบนเอวหนาก่อนที่ใบหน้าสวยหวานจะซุกลงบนอกกว้าง ดวงตาคมมองร่างในอ้อมแขนอย่างเอ็นดู อดไม่ได้ที่จะกดปลายจมูกลงบนหน้าผากมนของคนหลับใหล ก่อนจะเอ่ยสั่งงานอีกสองสามประโยคแล้ววางโทรศัพท์มือถือลงที่โต๊ะเล็กข้างเตียง ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นลูบไล้ไหล่บอบบางของคนในวงแขนก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มอุ่นเล่นเบาๆ
คนหลับใหลเอียงแก้มเข้าหามือเขาก่อนจะถูแก้มกับมือร้อนแล้วหลับต่อ ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มก่อนจะยกผ้าห่มขึ้นคลุมร่างบาง หอมแก้มนวลเบาๆเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่น ก่อนขายาวจะก้าวลงไปจากเตียง
.
..
...
“ลีทึก ตื่นมาทานอาหารเช้าก่อนเถอะ”
คังอินนั่งลงบนเตียงข้างคนที่ยังอยู่ในห้วงนิทรา ก่อนก้มลงกระซิบริมใบหูเล็กพร้อมกับแตะฝ่ามือลงบนสะโพกมน เขย่าเบาๆเพื่อปลุกให้คนบนเตียงตื่นขึ้นมาทานอาหารเช้า
คนโดนปลุกทำหน้ายุ่งนิดหน่อย ก่อนเปลือกตาบางจะลืมขึ้นอย่างงัวเงีย สายตาสองคู่สบกัน ปลายจมูกโด่งอยู่ใกล้ปลายจมูกเล็กเพียงนิดเดียว ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเรียกรอยยิ้มจากอีกคนได้ไม่ยาก ใบหน้าสวยหวานค่อยซับสีเลือดขึ้นก่อนที่ร่างบางจะเบนสายตาไปทางอื่นด้วยไม่อาจต่อตากับคนตัวโตได้ เพราะยิ่งเห็นหน้าอีกฝ่ายภาพกิจกรรมเมื่อคืนมันก็เวียนกลับเข้ามาในหัวจนหน้าร้อนผ่าวไปหมด
“คังอินตื่นนานแล้วเหรอ...?”
ถามอีกฝ่ายเสียงเบา แม้ทุกเช้าจะเคยตื่นขึ้นมาในลักษณะเช่นนี้บ้างแต่ว่าความรู้สึกเวลาโดนปลุกตอนที่มีอะไรกับคนตัวโตแล้วกับตอนที่ยังไม่ได้เกินเลยกันมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในอกมันเต้นรัวไปหมด ไม่กล้าสบตาคมๆของฝ่ายนั้น เขินและอายกับสายตาของอีกฝ่ายเอามากๆ ยิ่งใบหน้าหล่อคมอยู่ใกล้ๆแบบนี้ก็ยิ่งใจเต้น ให้ตายเถอะ....อายชะมัด!!
“ตื่นนานจนมองลีทึกอิ่มแล้ว”
ก็รู้ว่าร่างบางอายแต่ก็ยังอยากแกล้ง ใบหน้าสวยหวานยิ่งซับสีเลือดมากกว่าเดิม อดไม่ได้จนต้องงับใบหูเล็กของอีกฝ่ายอย่างหมั่นเขี้ยว
“อื่อ………คังอินไม่ไปทำงานเหรอ?”
เอียงหน้าหลบปลายจมูกซนของคนตัวโต ยกมือจับต้นแขนของอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่นอนตะแคงตัวกอดเขาอยู่ข้างๆ ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ขาเรียวที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมาเล่น ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ…
“เอ่อ….คังอินหิวข้าวหรือยังลีทึกไปทำให้นะ”
เพราะคิดว่าถ้าอยู่ตรงนี้ล่ะก็...คงเขินตายแน่ๆ เลยอยากปลีกตัวให้พ้นสถานการณ์เขินอายนี้ ขอไปทำใจให้ไม่เขินก่อนแล้วกัน... คนโดนถามยิ้มๆก่อนจะทำสายตารู้ทัน
“จะหิวได้ยังไงล่ะ เมื่อคืนนี้กินข้าวไปตั้งสามรอบ”
คนตัวโตพูดจาเป็นนัยๆก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาเมื่อคนที่กอดอยู่หน้าแดงกล่ำแล้วยังประทุษร้ายด้วยการทุบแขนแกร่งไปแรงๆอีกหนึ่งที
หลังจากหยอกล้อกันอยู่บนเตียงพร้อมทั้งทานอาหารเช้าที่คนตัวโตแอบไปทำมาตอนไหนไม่รู้ สักพัก...ร่างบางก็อยากอาบน้ำเต็มทนเพราะรู้สึกว่าเหนียวตัวเหลือเกิน เมื่อคืนก็ไม่ได้อาบน้ำเพราะกิจกรรมที่ทำกับคนตัวโตเล่นเอาเรี่ยวแรงไม่มี แถมอีกฝ่ายยังอ้อนทำกิจกรรมนั้นอีกตั้งสองครั้ง แม้ว่าจะห้ามยังไงก็ดูเหมือนว่าคนที่กอดอยู่นี่จะดื้อดึงจนได้ ตัวเองก็ไร้แรงจะต้านทานคนตัวโต ผลสุดท้ายจึงหมดแรงไม่ได้อาบน้ำจนตอนนี้เกือบจะสิบโมงแล้ว มือเรียวสะบัดผ้าห่มออกพ้นตัวเพื่อเตรียมจะลุกขึ้นแต่แล้วก็ต้องรีบเอาผ้าห่มมาปิดร่างกายเอาไว้ตามเดิม เนื่องจากอายเพราะเห็นร่องรอยที่คนยกถาดอาหารเช้าไปเก็บฝากไว้บนร่างของตัวเอง มันมากมายเสียจนใบหน้าร้อนผ่าวเลยเชียว ทั้งๆที่เมื่อคืนคังอินก็อ่อนโยน แม้จะมีร้อนแรงอยู่บ้างแต่ร่องรอยมันก็ไม่น่าเยอะขนาดนี้ เยอะชนิดที่ว่าไม่ต้องใส่กางเกงขาสั้นไปเลยอีกเป็นอาทิตย์ และก็ไม่ต้องใส่เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อแขนสั้นไปเลยอีกเป็นเดือน……
หลังจากที่ปรับความอายอยู่นาน เพราะยิ่งคิดภาพเมื่อคืนก็ยิ่งย้อนกลับเข้ามาในหัวให้หน้าแดงหนักขึ้นกว่าเก่า ลีทึกก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วลุกขึ้นจากเตียง แต่แล้วก็ต้องรีบนั่งลงตามเดิม ความปวดร้าวจากสะโพกแล่นขึ้นมาจนน้ำตาซึม มือเรียวกำผ้าปูที่นอนแน่นก่อนจะกัดฟันลุกอีกครั้งเมื่อผ่านไปหลายนาที ร่างบางก้าวขาที่ละก้าวอย่างช้าๆเมื่อรู้สึกปวดขัดตามเรียวขาก็หยุดยืน คนตัวโตเปิดประตูเข้ามาในห้องก่อนจะทำหน้าแปลกใจที่เห็นร่างบางยืนเปลือยอยู่กลางห้อง ใบหน้าสวยหวานยุ่งเพราะความเจ็บปวด หางตากลมโตมีน้ำตาซึมเล็กน้อย คังอินเดินเข้ามาในห้องก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นอุ้มไม่สนใจเสียงร้องประท้วงของร่างในวงแขน
“จะอาบน้ำทำไมไม่เรียก...? คังอินจะได้อาบด้วย...”
“แล้วทำไมคังอินต้องอาบพร้อมลีทึกล่ะ? อาบคนล่ะทีก็ได้..”
คนโดนอุ้มหน้าแดงกล่ำเมื่อเห็นสายตาของคนอุ้มที่มองสำรวจไปทั่วร่างกายของตัวเองอย่างหลงใหล
“อ้าว...คังอินจะได้ช่วยลีทึกขัดตัวไง อีกอย่างอาบด้วยกันเป็นการประหยัดน้ำช่วยชาตินะ”
คนตัวโตอธิบายด้วยใบหน้าจริงจัง แต่สายตากลับแฝงแววเจ้าเล่ห์เอาไว้ไม่มิด ขายาวก้าวไปยังห้องน้ำ ใบหน้าหล่อคมระบายไปด้วยรอยยิ้ม
“ได้ประหยัดน้ำช่วยชาติ แถมช่วยขัดตัวให้ลีทึกอีก....คังอินนี่เป็นคนดีจริงๆ...~^O^~”
คนตัวโตทำหน้าตาเป็นคนดีแล้ววางร่างบางลงบนขอบอ่างก่อนจะเปิดน้ำอุ่นลงในนั้น มือใหญ่เทขวดเกลือหอมลงไปก่อนจะตีให้ขึ้นฟอง แล้วหันมาส่งสายตาเจ้าชู้ใส่ร่างที่นั่งหน้าแดงอยู่บนขอบอ่าง หันมาช้อนคนข้างๆขึ้นอุ้มอีกครั้งก่อนพาร่างบางไปแช่น้ำ คังอินนั่งซ้อนอยู่ทางเบื้องหลังของลีทึกกอดเอวบางใต้น้ำเอาไว้หลวมๆ ร่างบางวักน้ำขึ้นลูบตัว คนตัวโตมองการอาบน้ำของร่างในวงแขนแล้วอยากช่วยอาบขึ้นมาตะหงิดๆ ไม่รู้ทำไมพอได้ร่างบางเป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์แล้ว อยากจะแกล้งอยากจะสัมผัส กอด จูบ คนในอ้อมกอดนี้อยู่ตลอดเวลา……… มือใหญ่เลื่อนลูบไล้สะโพกมน
“คังอินอย่าซน”
เจ้าของสะโพกมนเอ็ดเบาๆเรียกรอยยิ้มคนจอมซนได้ไม่อยาก เห็นร่างบางอย่างงี้อารมณ์อยากจะรักร่างบางก็ปะทุขึ้นมาอีกแล้ว มือใหญ่เริ่มนวดคลึงสะโพกกลมกลึงหนักหน่วง ปลายจมูกโด่งฝังอยู่ที่ลาดไหล่เนียน ลีทึกเอียงหน้าหลบปลายจมูกโด่งแต่ก็ไม่พ้น เมื่อคนตัวโตใช้มือเชยคางเรียวให้แหงนเงยขึ้นก่อนจะกดริมฝีปากได้รูปลงมาที่เรียวปากอิ่ม ปลายลิ้นร้อนสอดเข้ามาอย่างรวดเร็ว คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อเจ้าของริมฝีปากได้รูปจูบดูดดื่มร้อนแรง
“อืม…”
ร่างบางส่งเสียงในลำคอและก่อนที่จะเตลิดไปกับจูบของอีกฝ่ายมากกว่านี้ มือเรียวก็ยกขึ้นดันปลายคางของคนตัวโตออกห่าง คนโดนดันออกไปทำท่าจะไม่ยอม ใบหน้าหล่อคมก้มลงมาอีกครั้ง แต่นิ้วเรียวก็ยกขึ้นกั้นริมฝีปากได้รูปนั้นไว้ไม่ให้ประทับลงมา
“เป็นคนดีก็อย่าซน..อาบน้ำเร็วๆจะได้ช่วยชาติประหยัดอย่างคังอินว่า เข้าใจไหม?”
ลีทึกลุกขึ้นยืนก่อนจะค่อยๆก้าวออกจากอ่างน้ำไป ทิ้งให้คนดีนั่งทำหน้าประมาณว่า ...ไม่น่าพูดเลยว่าเป็นคนดี…= =”
+++++++++++++++++++
ใบหน้าหล่อคมยุ่งนิดๆ คังอินซุกมือเข้าในกระเป๋ากางเกงแสล็คก่อนจะรั้งเอวบางของคนข้างๆให้เดินตาม คนตัวโตพยักหน้าตอบเมื่อมีพนักงานทำความเคารพเขา มือใหญ่เอื้อมกดเรียกลิฟต์ส่วนตัวที่ขึ้นตรงไปยังห้องทำงาน เมื่อลิฟต์มาเขาก็ดันหลังร่างบางให้เข้าไปก่อน ประตูห้องทำงานส่วนตัวถูกเปิดออกก่อนที่เจ้าของห้องจะเดินนำคนที่พามาด้วยเข้าไปด้านใน
“นั่งตรงนี้ก่อนนะ คังอินขอเซ็นงานแป๊บเดียว”
จูงร่างบางมานั่งยังโซฟาสีดำตัวใหญ่ที่ตั้งเอาไว้เพื่อรับแขก และบางครั้งก็ใช้เป็นที่นอนพักสายตายามเมื่ออยากพัก เจ้าของใบหน้าสวยส่งยิ้มให้ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย คนตัวโตเดินไปยังโต๊ะทำงานที่มีแฟ้มหลายแฟ้มวางไว้รอเขาเซ็นอนุมัติ
คังอินส่ายหัวก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ประจำตำแห่งของตัวเอง ทั้งๆที่วันนี้กะว่าจะอยู่บ้านสบายๆกับลีทึกแท้ๆเชียว ว่าจะอยู่ทำตัวเป็นคนไม่ดีซะหน่อย ดั๊น....จะต้องเข้ามาเซ็นงานสำคัญซะอีก แถมบ่ายๆคุณลูกค้าบังเกิดเกล้าท่านเกิดอยากมาดูโรงแรมเพื่อตัดสินใจว่าจะมาร่วมลงทุนเพื่อเปิดสาขาใหม่ไหม วันอื่นมีก็ไม่มาดันมาวันนี้ อุตส่าห์คิดว่าเย็นๆจะพาคนสวยของเขาไปทานมื้อค่ำหรูๆ แล้วก็ไปนั่งฟังเพลงสบายๆในคลับกันซะหน่อย ดันโดนเลขาโทรตามให้มาทำงาน ความจริงเขาก็ว่าจะไม่มา แต่ว่าร่างบางของเขากลับบังคับให้มาทำงานซะงั้นเลยจำใจต้องมา แล้วก็ที่พาลีทึกมาด้วยเพราะว่าไม่อยากทิ้งอีกฝ่ายไว้บ้านคนเดียว กลัวเขาทำใจไม่ได้ทิ้งลูกค้าดิ่งกลับบ้านล่ะก็จะยุ่ง……
ประตูห้องถูกเปิดออกอีกครั้งก่อนที่เลขาหน้าห้องของคนตัวโตจะเดินเข้ามาพร้อมกับสมุดนัดในมือ ตามหลังมาด้วยเลขาลำดับที่สองที่ขนแฟ้มเอกสารมาอีกเป็นตั้ง และเลขาลำดับที่สามขนขนมกับกาแฟซองสำเร็จรูปมาให้ร่างบางตามที่เขาสั่ง แฟ้มทั้งกองถูกวางลงตรงหน้า พร้อมกับเลขาเริ่มสาธยายว่าวันนี้คนตัวโตต้องทำอะไรบ้าง เมื่อบอกนัดหมายตารางงานเสร็จเธอทั้งสามก็จากไป มือใหญ่เอื้อมหยิบแฟ้มแรกขึ้นมาเปิดอ่าน ดวงตาคมอ่านเอกสารในมือ
“คังอินกาแฟ”
แก้วกาแฟถูกวางลงตรงหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้มน่ารักของคนชงส่งมาให้ คนตัวโตยิ้มตอบก่อนจะมองตามร่างบางที่เดินกลับไปนั่งอยู่ที่เดิม ‘ช่างเป็นคนชงกาแฟที่น่ารักมากให้ตายเถอะ’
เจ้าของใบหน้าหล่อคมก้มหน้าลงอ่านเอกสารในมือตั้งแต่บรรทัดแรกใหม่อย่างตั้งใจ อ่านไปได้สองบรรทัดดวงตาคมก็เงยขึ้นมองร่างบางที่นั่งตรงโซฟาอีกครั้งเพราะรู้สึกถึงสายตาที่มองมา พอสบตากับเขาฝ่ายนั้นก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะก้มจงจิบกาแฟแก้เขิน แฟนเขาจะน่ารักไปไหนเนี่ย……
ลีทึกเบนสายตาไปทางอื่นเมื่อสบตากับเจ้าของห้อง เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้นมาเลยเขินเล็กน้อยที่คนตัวโตเหมือนจะรู้ว่าเขาแอบมองอยู่ ก็คังอินตอนทำงานจริงจังไม่เคยเห็นนี่....แค่อยากจะมองเท่านั้นเอง...
ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มก่อนจะก้มหน้าอ่านเอกสารต่อแต่สักแป๊บเขาก็ต้องเงยหน้าขึ้นเพราะอยากมองหน้าคนที่นั่งอยู่บนโซฟา เห็นอีกฝ่ายนั่งท้าวคางมองเขาอยู่เหมือนเคย ไม่ไหวและขืนนั่งไกลกันแบบนี้มีหวังงานไม่เดิน เพราะกลัวว่างานจะไม่เดิน คนตัวโตเลยหอบแฟ้มไปนั่งกับร่างบางซะเลย คนที่นั่งอยู่บนโซฟาก่อนอมยิ้มนิดๆแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรยอมให้เจ้าของโรงแรมผู้ไร้ซึ้งสมาธินั่งด้วยแต่โดยดี คิ้วเข้มเริ่มขมวดเหมือนเครียดกับเอกสารในมือ หางตาเห็นร่างบางที่นั่งมองอยู่ข้างๆทำหน้าเครียดไปด้วย ใบหน้าหล่อคมถอนหายใจยืดยาว
“มีอะไรเหรอคังอิน? เอกสารมีปัญหาเหรอ?”
เอ่ยถามคนที่ปิดแฟ้มแล้วโยนไว้บนโต๊ะอย่างเป็นห่วง อีกฝ่ายหันมามองด้วยใบหน้าเครียดขรึมเล่นเอาร่างบางอดคิดมากไม่ได้ กำลังจะเอ่ยถามต่อว่ามันเกิดอะไรขึ้น อีกฝ่ายกลับทิ้งตัวลงนอนตักเอาเสียดื้อๆ
“เครียดจริงๆ...มีแฟนสวยนี่เครียดจริงๆ”
คนตัวโตบ่นก่อนยิ้มทะเล้นออกมา คนที่เป็นห่วงกลัวว่าอีกฝ่ายจะมีปัญหาถึงเพิ่งรู้ว่าคนที่นอนหนุนตักอยู่นี่ไม่ได้เป็นอะไรแค่อยากจะเกงานเท่านั้นเอง
“คังอินลุกไปทำงานเดี๋ยวนี้เลย”
คิ้วเรียวขมวดมุ่นก่อนจะดันศีรษะที่เกยอยู่บนตักให้ลุกขึ้นแต่อีกฝ่ายก็ขืนตัวไว้ไม่ยอมลุกง่ายๆ
“จูบให้กำลังใจก่อนสิ...แล้วจะทำ…”
ว่าอย่างงั้นก่อนจะจับมือเรียวมากุมเอาไว้ เจ้าของมือเรียวอมยิ้มกับความเป็นเด็กของอีกฝ่ายที่จะทำอะไรแต่ละทีจะต้องมีสินบนตลอด ร่างบางปล่อยให้คนตัวโตกุมมือเอาไว้ เจ้าของใบหน้าหล่อคมหลับตาลงก่อนจะเหยียดขาไปตามความยาวของโซฟา ลีทึกยกมือขึ้นลูบผมของคังอินก่อนจะนั่งมองอีกฝ่ายหลับอยู่แบบนั้น...
เสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับที่เลขาลำดับที่หนึ่งเดินเข้ามา และทันทีที่เธอเดินมาพบเจ้านายกำลังนอนหนุนตักแฟนหลับสบายใจเฉิบเธอจึงโวยวายขึ้น
“คุณคังอินห้ามหลับนะค่ะ!! เซ็นเอกสารให้ฉันก่อนค่ะมันต้องรีบใช้”
คนโดนเร่งให้เซ็นเอกสารลืมตาขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะหลับต่ออย่างไม่สนใจ ‘กำลังนุ่มมายุ่งอะไร’ เลขาลำดับที่หนึ่งทำหน้าตาอ่อนใจก่อนจะทำสายตาขอร้องให้เจ้าของตักที่เจ้านายใช้แทนหมอนช่วย
“คังอิน...ลุกมาเซ็นเอกสารก่อนนะเดี๋ยวค่อยนอน”
บอกคนที่นอนหลับตาเสียงอ่อน อีกฝ่ายลืมตาขึ้นก่อนจะฉีกยิ้มมีเลศนัย
“ลีทึกจูบคังอินก่อนสิแล้วเดี๋ยวเซ็น”
“คังอินอ่า...ไม่เล่นนะ ลุกเร็ว”
“ไม่ลุก..ไม่จูบก็ไม่ลุก”
คนเป็นเจ้าของโรงแรมดื้อแพ่งก่อนจะยกแขนขึ้นมานอนกอดอกสบายใจเฉิบไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ความลำบากใจตกไปอยู่กับพี่เลี้ยงเด็กโข่งที่โดนสายตาอ้อนวอนจากเลขาของคนตัวโต เมื่อไม่มีทางเลือกเจ้าของใบหน้าสวยก็ก้มลงกดปลายจมูกลงบนแก้มของคนที่นอนหนุนตักอยู่เร็วๆ คนได้ดั่งใจอมยิ้มก่อนจะลุกขึ้นนั่งอย่างว่าง่ายแต่ไม่ยอมเซ็นเอกสารแต่อย่างใด
“ทำไมไม่เซ็นล่ะคังอิน? คุณเลขาเขารออยู่นะ”
แปลกใจที่อีกฝ่ายยังนั่งนิ่งไม่ทำอะไร
“หอมแก้มน่ะทำให้ลุก...แต่ถ้าอยากให้เซ็นต้องจูบตรงนี้”
เอานิ้วชี้ไปที่ริมฝีปากได้รูปของตัวเองเล่นเอาคนเสียเปรียบทำตาปริบๆ
“ลีทึกจูบคังอินสิเดี๋ยวคังอินเซ็นทุกแฟ้มเลย”
ช่างเป็นคำต่อรองที่ร่างบางรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบทุกประตู คนเสนอความคิดยิ้มๆก่อนจะรอคอยว่าอีกฝ่ายจะทำเมื่อไหร่ คนได้รับข้อเสนอการทำให้เด็กดื้อเซ็นเอกสารถอนหายใจก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเอกสารบนโต๊ะมาเปิด หยิบปากกาของคนตัวโตมาถือแล้วก้มลงเซ็นลายเซ็นของอีกฝ่ายแทนก่อนจะยื่นส่งให้คุณเลขาลำดับที่หนึ่ง
“ใช้ได้ไหมครับ?”
“เหมือนมากเลยค่ะ! ขอบคุณค่ะคุณลีทึก”
เมื่อได้อย่างที่ต้องการคุณเลขาก็ออกจากห้องไป ทิ้งให้ทั้งสองคนอยู่กันตามลำพัง..
“ลีทึกของคังอินร้ายกาจขึ้นทุกวันแล้วนะเนี่ย น่าสนใจจริงๆ เซ็นลายเซ็นคังอินได้อย่างเงี้ยก็แย่สิ ไม่รู้ว่าวันไหนลีทึกจะลุกมายักยอกเงิน ตัว แล้วก็หัวใจคังอินไป น่ากลัวจริงๆนะเนี่ย”
คนที่โดนปลอมลายเซ็นต่อหน้าต่อตาแซวก่อนจะโอบคนข้างๆเข้ามาในอ้อมแขน
“ก็อยากสอนให้เซ็นเองนี่ช่วยไม่ได้ ถ้ายังเจ้าเล่ห์แบบนี้อีกวันหลังจะโกงให้หมดเลย”
คนโดนขู่หัวเราะเบาๆก่อนจะอ้าปากรับขนมเค้กที่อีกฝ่ายตักขึ้นป้อน ขณะที่ทั้งสองคนกำลังอยู่ในโลกส่วนตัวกันอยู่นั้น แขกไม่ได้รับเชิญก็โผล่เข้ามา……
“นี่! ลีทึกแกปิดร้านมาอี๋อ๋อกับสามีไม่บอกฉันสักคำเลยนะ ปล่อยให้ฉันตามหาซะทั่วไอ้เพื่อนบ้า! ”
เสียงแหลมดังมาจากหน้าประตูคนสองคนที่นั่งกอดกันอยู่มองไปทางต้นเสียงก่อนทำสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“ฮีซอล!”
ร่างเพรียวก้าวเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ดูแล้วน่าสงสาร ใบหน้าสวยมีเหงื่อไหลซึม ผู้เข้ามาใหม่ทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามคนสองคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
“ไปไงมาไงถึงมาที่นี่ได้ สุดยอดจริงๆเลยแกเลิกเป็นดีไซน์เนอร์เถอะ ไปเป็นหมาตำรวจให้รู้แล้วรอดไป๊ ขนาดไม่รู้ว่าอยู่ไหนยังตามมาถูก…”
แก้วน้ำที่กำลังจรดริมฝีปากสวยของร่างเพรียวชะงักก่อนจะหันมาทำสายตาอาฆาตใส่ไอ้เพื่อนปากดี มาเหนื่อยๆมันหาเรื่องปะทะคารมเลย...
“อ้าว....ฉันก็ตามกลิ่นตัวแกที่ถูไว้ตามเสาไฟฟ้ามานั่นแหละไอ้คังอิน”
ฮีซอลเชิดหน้าขึ้นก่อนจะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มช้าๆ วางท่าประหนึ่งว่าเป็นไฮโซระดับสูง คนที่โดนกล่าวหาว่าทิ้งกลิ่นตัวไว้ตามเสาไฟฟ้าทำท่าจะเปิดสงครามคำพูดแต่มือเรียวของคนที่เขากอดอยู่ข้างๆก็แตะที่อกเบาๆเป็นเชิงห้ามให้หยุดแกล้งคนร่างเพรียวได้แล้ว
“ทีหลังถ้าจะตามเสด็จสวามีมาทำงานก็โทรบอกกันมั่งสิ ฉันไปยืนรอหน้าร้านตั้งนานร้อนจะตาย ดูดิหน้ามันหมดแล้ว”
ยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองก่อนจะทำหน้าขัดใจที่ใบหน้าสวยใสเป็นมันขึ้นนิดหน่อย
“ความจริงด้านๆอย่างแกน้ำมันไม่น่าซึมผ่านออกมาทำให้หน้ามันได้หรอกนะฮีซอล”
เสียงทุ้มเอ่ยเบาๆจิกกัดคนที่ทำท่ากลัวผิวตัวเองเสีย หงุดหงิดแกมอยากแกล้งเพื่อนร่างเพรียวนิดๆที่บังอาจมาทำลายโลกส่วนตัวของตังเองกับคนร่างบาง จะหาเวลาอยู่กันสองคนสงบๆไม่ได้เลยหรือยังไง……….ให้ตาย
“ไอ้คังอิน... ลีทึกมันลืมพาแกไปฉีดวัคซีนหรือไง ถึงกัดชาวบ้านเขาไม่เลือกเนี่ย ลีทึกพาสามีไปหาหมอมั่งนะเดี๋ยวลุกขึ้นมาหอนจะหาว่าฉันไม่เตือน”
“ไม่เอาน่า...ทั้งสองคนนั่นแหละจะต่อล้อต่อเถียงกันไปทำไม”
ก็ไม่รู้ว่าคนข้างๆตัวเป็นอะไรไปถึงดูหงุดหงิดชอบกล เอ่ยปรามทั้งเพื่อนและก็คนที่นั่งข้างๆให้สงบศึกกันเสียที เห็นสองคนนั่นยังปะทะสายตากันไม่เลิก เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานของคนตัวโตดังขึ้น เจ้าของห้องเดินไปรับก่อนจะคุยอะไรเบาๆ ไม่นานนักก็วางโทรศัพท์ลงแล้วเดินกลับมายังโซฟา
“เดี๋ยวคังอินต้องไปดูแลลูกค้าแล้ว ลีทึกอยู่ได้นะ...?”
ท้าวแขนลงกับพนักพักแขนก่อนจะก้มลงพูดกับร่างบาง อีกฝ่ายพยักหน้าตอบก่อนจะเลื่อนมือขึ้นขยับเนคไทและจัดสูทของอีกฝ่ายให้เรียบร้อย
“ตั้งใจทำงานนะ”
ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มก่อนจะพยักหน้าให้ มองหน้าอีกฝ่ายเหมือนรอคอยอะไรบางอย่าง(รออะไร....จะรออะไร๊
......ไปทำงานดิ๊~!!!)
“อ้าว...ไปสักทีสิ จะมองให้หน้าลีทึกมันสึกเลยหรือไง?”
บุคคลที่สามเอ่ยขึ้นขัดบรรยากาศหวานๆรอบตัวคนสองคน คนโดนไล่กรอกตาก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้ร่างบางอยู่กับเพื่อนร่างเพรียวตามลำพัง ลีทึกมองตามหลังคังอินไปอย่างเป็นห่วง กลัวจะไปออกฤทธิ์กับเลขาอีก
“ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์ขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวมันก็กลับมานั่งกอดแกเหมือนเดิม ไอ้คังอินมันเคยห่างแกได้เกินวันนึงเหรอ” ร่างเพรียวเอ่ยแซวเพื่อน เรียกให้ใบหน้าสวยไม่แพ้กันของอีกฝ่ายหันกลับมามอง
“ไม่ได้อาลัยอาวรณ์...แค่เป็นห่วงเท่านั้นเอง”
“จ้า………..ทำอย่างกับมันเป็นเด็กตัวเล็กๆ ไม่ต้องห่วงนักหรอกแฟนแกน่ะ ไม่มีอะไรน่าห่วงสักนิดเลยลีทึก ออกจะถึกซะขนาดนั้น…”
ฮีซอลวางแก้วน้ำลงก่อนจะยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้างสบายๆ
“ว่าแต่...ฮีซอลมาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า?”
ถามเพื่อนเพราะอีกฝ่ายบอกว่าตามหาเขาซะทั่ว
“ไม่มีอ่ะ อยู่ร้านว่างๆมันเหงา อยากหาเพื่อนคุย...”
ร่างบางเผยรอยยิ้ม บางที...เพื่อนเขาก็ทำอะไรน่ารักๆได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนเหงายกมือขึ้นกอดอกก่อนจะทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็นรอยยิ้มของเพื่อน เอ....ทำไมรู้สึกว่ามันยิ้มน่ารักขึ้นวะ เอ๊ะๆไม่ใช่แค่ยิ้มด้วย ดูเหมือนมันจะวิ๊งขึ้นหรือเปล่าเนี่ย มีน้ำมีนวลมากกว่าเมื่อก่อนอีก ไม่มาหามันวันเดียว สวยขึ้นถนัดตา มันไปทำอะไรมา?
เอ……………หรือว่า รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของร่างเพรียว ได้เวลาสืบอีกและ……
“ลีทึกแกไปทำอะไรมาดูสวยขึ้นนะ?”
“ห๊ะ!? ไม่ได้ทำอะไรนี่...คิดมากน่าฮีซอล”
“จริงๆ...ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ออร่าความสวยแกยังกระแทกตาฉันจนเจ็บไปหมดเลย ไปทำอะไรมาบอกฉันบ้างสิ”
“ฮีซอล...ผู้ชายจะสวยขึ้นได้ยังไง?”
ร่างบางส่ายหน้ายิ้มๆกับความคิดเพื่อน
“ได้สิแก ถ้าผู้ชายคนนั้นได้กับผู้ชายอีกคน หรือว่า……”
พูดทิ้งไว้แค่นั้นเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเพื่อนร่างบาง เห็นอีกฝ่ายทำท่าจะสำลักกาแฟที่เพิ่งดื่มเข้าไป เอ๊า...เดาถูกจุดซะงั้น
“แค่กๆๆ ไม่ใช่นะฮีซอล ฉันไม่ได้ เอ่อ……มีอะไรกับคังอินนะ”
...ไม่มีอะไรแล้วแกอายทำไมไม่ทราบ???...
“เหรอ... ฉันก็ยังไม่ได้บอกเลยว่าแกมีอะไรกับมัน ร้อนตัวไปหรือเปล่า?”
รอยยิ้มขำผุดขึ้นบนใบหน้าร่างเพรียว แกล้งเพื่อนร่างบางนี่มันสนุกซะจริงๆ เห็นใบหน้าแดงๆของเพื่อนก็ยิ่งอยากแกล้งหนักกว่าเดิม
“ตกลงที่สวยขึ้นเนี่ย เพราะไอ้คังอินเหรอลีทึก?”
“ไม่ใช่น่าฮีซอลเลิกล้อสักทีเถอะ ถ้าล้ออีกจะไม่พูดด้วยแล้วนะ”
ร่างบางทำหน้างอเหมือนงอนเรียกรอยยิ้มจากนักสืบตัวเอ้ที่แอบแลบลิ้นสะใจ ฉันว่าไอ้สิ่งที่คิดมาตลอดเปอร์เซ็นเป็นจริงน่าจะสูง เหลือก็แต่ให้ยอมรับออกมาเท่านั้นแต่จะทำยังไงดีล่ะถึงจะง้างปากไอ้เพื่อนคนสวยนี่ได้
“อ่ะๆ ไม่ล้อแล้วก็ได้ แต่ขอถามอะไรหน่อยดิ ถามคำถามเดียวเลยแล้วจะเลิกล้อ”
เขยิบตัวไปนั่งข้างเพื่อนที่กำลังตั้งใจฟังว่าจะโดนถามเรื่องอะไร ร่างเพรียวหันซ้ายหันขวาก่อนจะแกล้งกระซิบถามเบาๆเหมือนกลัวคนได้ยินทั้งๆที่ในห้องก็อยู่กันแค่สองคน ตั้งใจฟังว่าเพื่อนร่างเพรียวจะถามอะไรเพราะดูทำท่าจริงจังเหลือเกิน
“มีอะไรกับไอ้คังอินหรือยัง?”
ดวงตาโตของคนได้รับคำถามกระพริบปริบๆเล่นเอาคนถามถึงกับเกาหัว แกไม่เข้าใจที่ฉันถามเหรอวะ งั้นเปลี่ยนคำถามก็ได้
“มีเซ็กส์กับไอ้คังอินหรือยัง?”
ตรงประเด็นเป๊ะ! ถ้ายังทำหน้าแบ๊วได้อีกแม่จะตบกะโหลกให้..
“ฮีซอล! ถามอะไรแบบนี้เล่า”
ตีขาเพื่อนเบาๆหนึ่งทีก่อนที่ใบหน้าสวยหวานจะแดงกล่ำไปหมด ความจริงรู้ความหมายของคำถามจากเพื่อนร่างเพรียวตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว กำลังคิดจะหาคำตอบแต่อีกฝ่ายกลับถามใหม่ให้มันชัดกว่าเก่า คนโดนตีทำหน้ายุ่งก่อนจะลูบขาของตัวเองที่โดนตีเบาๆ ให้ตอบไม่ได้ให้ตี...
ในขณะที่ลีทึกและฮีซอลกำลังคุยกันอยู่นั้นหญิงวัยกลางคนก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมรอยยิ้ม
“อ้าว...คุณป้าสวัสดีครับ”
ร่างเพรียวเอ่ยทักก่อนจะยิ้มตอบ หญิงวัยกลางคนที่ยังสวยปิ๊งพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปนั่งยังที่นั่งเดิมของร่างเพรียว
“คุณปะ…เอ่อ….แม่สวัสดีครับ”
ร่างบางเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทันเมื่อเจอสายตาจากหญิงวัยกลางคน
“สวัสดีจ๊ะหนูลีทึกสบายดีไหมลูก? มีน้ำมีนวลขึ้นนะ นี่แสดงว่าเจ้าคังอินดูแลหนูดีใช่มั้ย?”
หญิงวัยกลางคนเอื้อมมือมาจับแก้มเขาอย่างเอ็นดู คนโดนจับแก้มยิ้มนิดๆก่อนจะกระวีกระวาดชงกาแฟให้แม่สามี(?)
หญิงวัยกลางคนรับแก้วกาแฟมาก่อนจะยิ้มให้ลูกสะใภ้ แหมลูกชายเขานี่ตาถึงจริงๆ…
“คุณแม่มายังไงเหรอครับ? คังอินรู้หรือยังว่าคุณแม่มา? ถ้ายังไงผมไปตามให้นะครับ”
“ไม่ต้องหรอกลูกแม่เจอมันแล้ว แม่มีเรื่องอยากจะคุยกับหนูหน่อย”
แม่คนตัวโตวางแก้วกาแฟลงก่อนจะค้นอะไรบางอย่างออกมาจากกระเป๋าถือ เมื่อได้ของที่ต้องการก็เอามายื่นให้ร่างบาง ดวงตากลมโตมองของในมือแม่สามีแล้วเลื่อนขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะหยิบของเหล่านั้นมาจากมือ
ของที่หยิบมาเป็นโบรชัวร์ขนาดเล็กหลายใบ เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษก็ถึงกับตาโตหนักกว่าเดิมตกใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ ผิดกับเพื่อนร่างเพรียวที่ยื่นหน้าเข้ามาอ่านด้วย พออ่านจบก็ยกมือขึ้นปิดปาก
“หมายความว่าไงครับคุณแม่?”
เอ่ยถามหญิงที่นั่งตรงข้ามกับสิ่งที่ได้รับมา
“ก็ตามนั้นแหละลูกแม่อยากให้หนูกับเจ้าคังอินทำให้ถูกต้อง จะมาอยู่กันเฉยๆแม่ไม่ชอบ ทำซะให้เรียบร้อยนะ แต่ถ้าหนูไม่สะดวกเดี๋ยวแม่จัดเตรียมให้ทุกอย่าง หนูดูแลเรื่องชุดของหนูกับเจ้าคังอินไปแล้วกัน แม่ไปหล่ะ ต้องไปเจรจาธุรกิจต่อ…”
หญิงวัยกลางคนลุกขึ้น ยื่นหน้ามาหอมแก้มนวลของร่างบางก่อนเธอจะจากไป ทิ้งให้ร่างบางนั่งกระพริบตางงๆ ร่างเพรียวปล่อยเสียงหัวเราะออกมา ชอบแม่ไอ้คังอินจริงๆให้ตายเถอะสงสัยนิสัยทำอะไรตามใจนี่คงได้มาจากแม่มัน
ฮีซอลยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเพื่อนที่ยังนั่งเอ๋อรับประทาน “รับเล่นเป็นแฟนหลอกๆของไอ้คังอินมันแล้ว ก็ต้องแต่งงานเข้าบ้านมันให้ถูกต้องตามความต้องการของแม่มันด้วยนะลีทึก…”
+++++++++++++++++++
ใบหน้าสวยหันไปยิ้มให้กับเจ้าของใบหน้าหล่อคมข้างๆที่ตักกับข้าวมาใส่จานเขาให้ มือเรียวเขี่ยอาหารตรงหน้าอย่างไม่นึกอยากทานเลยสักนิด คำพูดของฮีซอลเมื่อตอนบ่ายมันสะกิดใจเหลือเกิน นั่นสิ...เขาเป็นแค่แฟนหลอกๆของคังอินเท่านั้น... ลืมไปได้ยังไงว่าเป็นได้แค่นั้น ไม่ควรให้มันเกินเลยไปกว่านี้ ไม่ควรที่จะให้แม่ของคนข้างๆต้องมาเตรียมงานแต่งงานให้วุ่นวาย...
“เป็นอะไรไปลีทึก? ไม่อร่อยเหรอ?”
เสียงทุ้มถามอย่างเป็นห่วงเนื่องจากเห็นร่างบางนั่งก้มหน้านิ่งเหมือนไม่อยากทานอาหารมื้อนี้ ใบหน้าสวยหวานคล้ายมีแววกังวลอะไรบางอย่าง มือใหญ่ตักอาหารใส่จานให้ฝ่ายนั้นอีก เมื่อโดนถามก็ส่งยิ้มให้คนถามเหมือนจะบอกว่าไม่มีอะไรหรอก ก่อนเอ่ยขอบคุณที่อีกฝ่ายตักอาหารให้
“นี่ไอ้คังอิน...ฉันอยากกินไอ้นั่นอ่ะ ตักให้หน่อยเด่ะ”
ฮีซอลบอกเพื่อนตัวโตที่ทำหน้าเครียดเมื่อเห็นแฟนมันไม่แฮปปี้ หวังช่วยคลายบรรยายกาศอึมครึมรอบตัวเพื่อนร่างบางที่ดูเหมือนกำลังกังวลและคิดอะไรบางอย่างตั้งแต่เมื่อตอนบ่าย
“มีมือก็ตักเองดิ…”
คนโดนใช้ไม่ยินดีจะทำให้ แถมยังไม่มีความห่วงใยในสายตานั้นสักนิด ไหนลีทึกมันบอกว่าไอ้คังอินรักเพื่อนเท่ากัน ฉันพิสูจน์แล้วนะว่าไม่จริง,,,
“ทำไม...ทีลีทึกแกยังตักให้ได้เลย ฉันก็เพื่อนแกนะเว้ย..”
ในเมื่อถามแล้วมันไม่เคยตอบ แย๊บๆให้หลุดออกมาเองก็ได้...
“ก็ลีทึกไม่ใช่แค่เพื่อน….”
ถึงจะตอบไม่ตรงใจเท่าไหร่ แต่ก็พอทำให้คนอยากรู้เรื่องชาวบ้านยิ้มออก
“แล้วลีทึกมันเป็นอะไรของแก ไหนบอกสิไอ้คังอิน….อย่าบอกนะว่าแฟนกำมะลอ?”
อยากเขกกะโหลกไอ้เพื่อนร่างเพรียวชอบสอดรู้เรื่องของเขากับร่างบางนัก เดี๋ยวเถอะเดี๋ยวเจอเอาคืน
“เลิกล้อเล่นกันสักทีได้ไหม!”
คนที่นั่งเงียบมานานพูดขึ้น ใบหน้าสวยที่มีรอยยิ้มอยู่เสมอเครียดอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาคนสองคนที่กำลังนั่งฟาดปากกันอยู่หันไปมองทางคนที่อยู่ๆก็โกรธขึ้นมา เหมือนจะรู้ตัวว่าพูดจาไม่ดีใส่ทั้งเพื่อนร่างเพรียวและคนตัวโต แต่เขารู้สึกทนไม่ได้ที่จะโดนตอกย้ำกับคำว่าแฟนหลอกๆนั่น ใช่สิ...เขามีตำแหน่งแค่แฟนหลอกๆของคังอิน แค่เท่านั้นแล้วคิดอะไรไปไกลมากมาย คิดไปถึงไหนต่อไหน ถ้าฮีซอลไม่ย้ำก็คงละเมอเพ้อฟันไปไกลกว่านี้ น่าสมเพชจริงๆลีทึก…
“ขอโทษนะฮีซอล ขอตัวก่อน”
ร่างบางลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะเดินออกจากห้องอาหารของโรงแรมไป ตอนนี้อยากอยู่เงียบๆคนเดียว อยากทบทวนความงี่เง่าของตัวเองที่คิดอะไรเลยเถิด…
คิ้วหนาขมวดมุ่นก่อนจะลุกตามร่างบางไป คังอินมองคนที่ยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่างห้องทำงานของตน ขายาวก้าวไปยืนซ้อนหลังร่างนั้นกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ
“เป็นอะไรไปหืม……อารมณ์เสียเรื่องอะไร?”
น้ำเสียงอ่อนโยนถามร่างในวงแขนอย่างเป็นห่วง น้อยครั้งมากที่คนที่เขากอดอยู่นี่จะสติหลุดขนาดนั้น
ลีทึกยกมือขึ้นวางทาบแขนของคนที่โอบกอดอยู่ ...อย่าทำอย่างนี้สิ...อย่าอ่อนโยนกับฉันให้มากนัก เพราะฉันจะคิดเกินเพื่อนไปไกลกว่านี้รู้ไหม...
เหมือนลำคอตีบตันไปหมด ยิ่งคนตัวโตอ่อนโยนด้วยมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคิดเกินเลยไปไกล อยากให้อ้อมกอดนี้เป็นของเขาคนเดียว อยากให้คังอินเป็นมากกว่าเพื่อนทั้งๆที่ทันไม่มีทางเป็นไปได้ ร่างบางในวงแขนยังเงียบงันแม้มือเล็กนั้นจะกุมมือเขาเอาไว้แต่มือเรียวนั้นสั่นจนรู้สึกได้
“เป็นอะไรบอกคังอินสิ ไม่พอใจฮีซอลเหรอ? หรือเจ็บขาถึงได้อารมณ์เสีย? คังอินขอโทษที่เมื่อคืนเอาแต่ใจไปหน่อย ขอโทษนะครับ…”
แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรแต่คนตัวโตก็พร้อมจะเอ่ยขอโทษ เขายอมขอโทษแม้เรื่องที่ทำให้ร่างบางอารมณ์เสียจะไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเขา หากทำแล้วคนในวงแขนนี่จะอารมณ์ดีขึ้นก็จะยอม ไม่อยากให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียหรือรู้สึกอะไรนอกจากรู้สึกมีความสุขทุกเวลาที่อยู่ด้วยกัน
ใบหน้าสวยหวานก้มลงมองมือใหญ่ที่โอบกอดอยู่รอบเอว ความปวดร้าวเมื่อยามที่รู้ตัวว่าเป็นแค่แฟนหลอกๆของเจ้าของมือคู่นี้มันทำให้เจ็บเหลือเกิน
“ไม่มีอะไรหรอกอย่าห่วงเลย”
แกะมือนั้นออกจากเอว ยิ่งคังอินกอดก็ยิ่งทำให้หัวใจหลงละเมอว่าเป็นคนสำคัญของฝ่ายนั้น
“เหรอ……งั้นเรากลับบ้านกันนะ”
แม้จะรู้ว่าคนในวงแขนยังไม่คลายความกังวลหรือเรื่องอะไรบางอย่างในใจ แต่ก็ไม่อยากเซ้าซี้ให้ร่างบางเสียอารมณ์มากไปอีก จับมืออีกฝ่ายก่อนจะหันหลังกลับเพื่อนจูงเจ้าของมือออกไปที่ลิฟต์ แต่ร่างบางกลับไม่ยอมเดินตาม
“คังอินกลับไปเถอะ ลีทึกจะกลับร้าน แล้วพรุ่งนี้...ลีทึกจะไปขนของกลับมาอยู่ที่ร้าน”
เจ็บปวดที่ต้องพูดประโยคนี้ ไม่อยากห่างจากคนตัวโต แต่เพราะรู้ว่าถ้ายังอยู่ใกล้ๆกับอีกฝ่ายก็จะรักจนถอนตัวไม่ขึ้นมากไปกว่าทุกวันนี้ และคงเจ็บปวดถ้าเป็นได้แค่เพื่อนเหมือนเคย คิ้วหนาขมวดมุ่นก่อนจะหันมามองคนที่ไม่ยอมเดินตามด้วยใบหน้าเครียดๆ
“หมายความว่าไงลีทึก?”
“พรุ่งนี้ลีทึกจะไปย้ายของออกจากห้องคังอิน วันนี้คุณแม่คังอินมาบอกว่าจะให้เราแต่งงานกัน เรื่องมันชักไปกันใหญ่แล้วนะ เลิกเถอะคังอิน...บอกคุณแม่ไปตรงๆเถอะว่าไม่อยากแต่งงาน แล้วเราก็แยกกันอยู่เหมือนเคย……”
“พูดอะไรน่ะ? จะย้ายออกไปไหน? แล้วแม่มาบอกอะไร? เป็นอะไรไปลีทึก?”
ไม่เข้าใจร่างบางจริงๆ อยู่ดีๆมาขอย้ายกลับไปอยู่ที่ร้านเรื่องอะไรจะยอมให้ไป
“คุณป้าไม่ได้พูดอะไร แล้วลีทึกก็ไม่ได้เป็นอะไร แค่พูดความจริงและต้องการให้เรื่องแฟนหลอกๆมันจบลงสักที”
“อย่ามาหาเรื่องทะเลาะนะ!”
คนตัวโตเสียงดังใส่ร่างบางด้วยเหลืออดกับความคิดแบบนั้น เข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายคิดอะไร... ที่บอกรักไปเมื่อคืนไม่ได้ยินหรือไง…!!
“ลีทึกไม่ได้หาเรื่องทะเลาะกับคังอิน แค่ไม่อยากให้คุณแม่เข้าใจผิด ไม่อยากแกล้งหลอกคุณแม่ว่าเป็นแฟนคังอินทั้งๆที่ไม่ใช่ ไม่อยากเป็นแฟนหลอกๆ ไม่…..อื่อ……”
ก่อนที่ร่างบางนี่จะพูดจบและก่อนที่น้ำใสๆที่เอ่ออยู่รอบด้วยตาสวยจะไหลลงมาคนตัวโตก็ดึงอีกฝ่ายเข้ามาจูบ ถ้ายังไม่รู้ว่าไม่เคยอยากให้เป็นแฟนหลอกๆ ก็จะทำให้รู้ ดวงตากลมโตหลับลงปล่อยให้น้ำใสๆไหลลงอาบแก้ม รับจูบอ่อนโยนจากอีกฝ่ายเพื่อมันจะเป็นจูบสุดท้ายที่จะได้รับจากคนคนนี้……
“รักนะรู้ไหม”
ละจูบออกจากเรียวปากอิ่มอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะกระซิบชิดริมปากสวย ใบหน้าสวยหวานอึ้งไปถนัดแม้เสียงของอีกฝ่ายจะเบาแต่มันกลับเด่นชัดเหลือเกินในห้วงความคิด
“ทำไม….คังอินพูดประโยคนี้ล่ะ?”
ประโยคที่ได้ยินทุกครั้งที่หลับใหล ประโยคที่เด่นชัดเหลือเกินว่าอีกฝ่ายกระซิบบอก แต่เมื่อลืมตาตื่นกลับเป็นแค่ความฝัน…
“แล้วจะให้คังอินพูดประโยคไหน ในเมื่อประโยคนั้นมันเป็นความรู้สึกที่คังอินมีให้ลีทึก”
โอบกอดร่างบางเอาไว้หลวมๆกดปลายจมูกกับหน้าผากมน จะไม่ยอมให้คนในวงแขนนี่บอกว่าจะย้ายออกไปอยู่ที่ไหนนอกจากอยู่กับเขา และจะไม่ยอมให้งานแต่งที่แม่อุตส่าห์จะเนรมิตให้ล่มไปเพราะไม่มีเจ้าสาวหรอก
“ไม่จริงหรอก…….ทำไมคังอินพูดเหมือนในฝันเลย?”
โอบกอดคนตัวโตตอบรู้สึกสับสนและมึนงงตอนนี้ไม่ได้หลับฝันอยู่ใช่มั้ย? คำบอกรักของคังอินเป็นเรื่องจริงใช่มั้ย?
“ไม่ใช่ฝัน ถ้ายังไม่รู้...คังอินก็จะบอกว่าคังอินกระซิบบอกว่ารักลีทึกมา 7 ปีกับอีก 13 วันแล้ว...”
คำบอกเล่าของคนตัวโตเหมือนค้อนปอนด์หนักที่ทุบลงมา ทำไมมันเท่ากับจำนวนวันที่เขาเริ่มฝันว่าอีกฝ่ายบอกรักเลยล่ะ คังอินเชยคางลีทึกขึ้นก่อนจะสบตากับดวงตากลมโต
“คังอินไม่รู้ว่าทำไมลีทึกจะย้ายออกไป อาจเป็นเพราะคังอินเอาแต่ใจ ขี้โมโห และก็ชอบบังคับลีทึกเลยทนไม่ไหว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ลีทึกตัดสินใจอย่างนั้นแต่คังอินอยากขอร้องอย่าไปไหนนะ เพราะคังอินคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีลีทึก คังอินใช้ชีวิตไม่ได้ถ้าลีทึกไม่อยู่ข้างๆ รักลีทึกนะรู้ไหม….”
บอกกับร่างบางอย่างไม่อายในเมื่อความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง ในชีวิตไม่เคยต้องขอร้องอะไรใคร ไม่เคยรั้งให้ ใครอยู่ข้างๆ มีเพียงคนคนนี้ ร่างในอ้อมกอดนี้ที่ไม่ว่ายังไงก็อยากจับมือเอาไว้ อยากซบลงบนไหล่เล็กนั่นเมื่อยามไร้กำลัง อยากเป็นกำลังให้ อยากทำให้ใบหน้าสวยหวานมีรอยยิ้ม อยากกระซิบคำว่ารักให้ฟังทุกวัน อยากให้เราเดินไปด้วยกัน
ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจหากแต่เป็นน้ำตาแห่งความปิติยินดี แม้ตอนนี้จะฝัน แม้ตอนนี้จะเป็นเรื่องที่คิดไปเองเขาก็จะไม่สนใจ คนคนนี้รักเขาและเขาเองก็รักอีกฝ่ายอย่างมากมาย ร่างบางเขย่งตัวขึ้นจูบริมฝีปากอีกฝ่ายถ่ายทอดความรักทั้งหมดที่มีให้อีกฝ่ายได้รู้
“กลับบ้านเราเถอะคังอิน”
จับแก้มคนตัวโตก่อนจะส่งยิ้มยินดีให้เจ้าของใบหน้าหล่อ อีกฝ่ายยิ้มตอบแล้วจับมือเขาไว้เหมือนเคย ก่อนจะเดินนำหน้าเพื่อไปยังลิฟต์ แต่แล้วคนเดินนำหน้าก็หยุดอยู่กับที่
“ทำไมลีทึกอยากย้ายกลับไปอยู่ที่ร้านล่ะ ฮีซอลเป่าหูอะไรหรือเปล่า?”
ถามถึงความต้องการที่จะย้ายออกของร่างบาง คนโดนถามทำหน้าเขินอายไม่อยากเล่าความเปิ่นของตัวเองที่คิดว่าคำบอกรักของอีกฝ่ายเป็นแค่ความฝัน…
“ก็……..ลีทึกคิดว่าคังอินไม่ได้รักลีทึกนี่ คิดว่าเราเป็นแค่เพื่อนกัน”
“รู้ไหมถ้าให้คังอินจูบกับเพื่อนทุกคนคังอินคงขออยู่คนเดียวดีกว่า แล้วลีทึกไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าคังอินบอกรัก ไม่น่าล่ะ...คังอินบอกรักทีไรทำไมไม่มีปฏิกิริยากลับมาสักที จนคังอินคิดว่าลีทึกอายเลยไม่พูดถึง”
“เปล่า…..ลีทึกคิดว่าฝัน”
“หา……ทำไมคิดงั้นล่ะ?”
“ก็…ใครจะเชื่อว่าคังอินจะมารักคนเชยๆอย่างลีทึกเล่า... เปอร์เซ็นต์แทบจะไม่มีเลย ถ้าเป็นฮีซอลล่ะก็ว่าไปอย่าง สเป็คของคังอิงเป็นคนเปรี้ยวๆไม่ใช่เหรอ?”
“พวกนั้นน่ะ แค่คบเล่นๆ ความจริงแม่ของลูกในอุดมคติของคังอินน่ะ เหมือนลีทึกทุกกระเบียดนิ้วเลย...”
คนตัวโตหันมายักคิ้วบอกร่างบางที่เดินตามมาเบื้องหลัง ก่อนจะหัวเราะเมื่อเห็นคนเดินก้มหน้าใบหูแดงเถือกไปหมด มือใหญ่เอื้อมกดลิฟต์ก่อนจะรั้งเอวบางเข้ามากอดไว้
“คิดว่าคำบอกรักของคังอินเป็นเรื่องฝันเหรอ เอางี้แล้วกัน...ต่อไปคังอินจะบอกตอนนั้น(?) ลีทึกจะได้ไม่คิดว่าฝัน”
บอกเจ้าของเอวคอดก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ เจ้าของเอวบางเงยหน้าขึ้นมามองก่อนจะต่อว่าเบาๆ
“ลามก…”
“เพิ่งรู้เหรอว่าแฟนตัวเองลามก ทำไงได้ก็มีเมียสวยนี่…”
ใบหน้าหล่อคมยิ้มเจ้าชู้ก่อนจะรั้งเอวร่างบางเข้าไปข้างในลิฟต์ อยากทุบคนข้างๆนี่ซะจริงดูพูดจาเข้า สงสัยต้องอบรมกันใหม่ซะแล้วจะได้ไม่พูดจาทำให้คนอื่นเขินแบบนี้ได้อีก
.....ก้าวเท้าตามแรงรั้งของอีกฝ่ายเพื่อเข้าไปในลิฟต์ ลงไปที่โรงจอดรถและขับรถกลับไปยังบ้านของเรา…..
THE END.
แถมๆค่ะ ส่งท้าย...^^
ร่างเพรียวที่นอนกระดิกเท้าดูทีวีสบายใจเฉิบหันไปมองทางมือถือของตัวเองก่อนจะเอื้อมรับ
“ฮัลโหลมีอะไร?” กรอกเสียงลงไปก่อนจะลุกขึ้นนั่ง
“เอ่อ….ฮีซอลขอโทษนะ เมื่อกลางวัน...ที่เสียงดังใส่...”
“ไม่เป็นไร เข้าใจอารมณ์คนท้อง... แต่ก็แอบงอนนะที่แกตวาดฉันลีทึก...” ทำน้ำเสียงงอนทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
“ขอโทษจริงๆ ทำยังไงฮีซอลถึงจะหายงอนล่ะ?”
ปลายสายเงียบไปคล้ายกับหาคำตอบไม่ถูก ฮีซอลยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะ ป่านนี้ลีทึกมันคงหน้าแดงแปร๊ดแล้วแน่ๆ…
“แกได้กับไอ้วอนยังล่ะ? ถ้าแกได้กับไอ้วอนแล้วฉันก็ได้กับลีทึกแล้ว ปล่อยมันกลับบ้านซะบ้าง เดี๋ยวแม่มันแจ้งจับข้อหาพรากผู้เยาว์ฉันไม่ไปประกันตัวนะเว้ย...”
คนหัวเราะหุบยิ้มฉับเมื่อเสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของไอ้เพื่อนตัวโตไม่ใช่เพื่อนร่างบางอย่างที่คิด แถมตอบคำถามเสร็จมันยังชิงตัดสายไปเลยอีกไม่รอให้ด่ากลับ ครั้นจะกดเบอร์โทรกลับ... น้องชายมันที่นอนอยู่ข้างๆก็ดึงมือถืออกไปจากมือเสียนี่... จะไปแย่งเอาจากมันก็เสี่ยงเสียตัวเลยต้องปล่อยมันไป หันไปค้อนไอ้เด็กใจแตกบ้านช่องไม่กลับเห็นนอนดูทีวีเฉยๆแล้วอยากทุบนัก ทีพี่ชายแกล่ะด่าฉันได้ฉอดๆ แต่ฉันล่ะไม่ยอมให้ด่าพี่ชายแก
โว๊ย...ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้คังอิน…!!
edit @ 19 Aug 2008 23:25:33 by AyO

