EDIT ตอบคุณ anna นะคะ*
By Haruko
ฮารุมาตอบคอมเม้นท์ให้แทนพี่อะโย๋ค่ะ ^^(บก.จะโดนหาว่าจุ้นมั้ยเนี่ย?) เอิ่ม..เรื่องนี้คนเขียนเค้ากะไว้ประมาณ 10 ตอนจบค่ะ ระยะห่างระหว่างการลงแต่ละตอนน่าจะประมาณ 2 อาทิตย์ เพราะคอมที่บ้านพี่เค้าเจ๊งแบบกู่ไม่กลับ.. วินโดวส์บู้ทไม่ขึ้นเครื่องก็เปิดติดบ้างไม่ติดบ้าง ยังไม่มีเวลาซ่อมเลยค่ะ พี่เค้าเลยต้องตระเวณไปแต่งที่บ้านคนอื่น ลำบากมากๆเลย ยังไงก็ช่วยติดตามกันต่อไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ ^_______^
++++++++++++++++++++
Title : ไหนว่าแกล้งรัก [ Chapter 5 ]
By : Ayo
Paring : KangTeuk
Rate : PG-13 (This part)
Category : Romantic / Comedy
Author’s Note : ขอโทษที่หายเงียบไปเลย มาลงตอน 5 แล้วนะ อ่านตอนนี้แล้วต้องแผ่เมตตา(ให้ยูริ)เยอะๆ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์จากใจ ขอบคุณมากจ้า~
+++++++++++++++++++++
เสียงไขกุญแจดังแว่วก่อนที่บานประตูจะถูกเปิดออก ลีทึกเดินเข้ามาในห้องก่อนจะอ้าประตูออกกว้างเพื่อให้คนตัวโตที่เดินถือของตามมาเบื้องหลังก้าวเข้ามาในห้องได้อย่างสะดวก คังอินเดินถือถุงข้าวของมากมายมาวางไว้ที่โต๊ะตัวเล็กหน้าทีวีจอแบนในห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งไว้อย่างลงตัว ก่อนที่เจ้าตัวจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟานุ่มที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับทีวี มือใหญ่เอื้อมไปรับแก้วน้ำเย็นเฉียบจากมือเรียวที่ยื่นเอามาให้ คนตัวโตจรดแก้วน้ำที่ริมฝีปากก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าเอวบางของคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆให้นั่งลงข้างๆ
ร่างบางนั่งลงตามแรงรั้งทั้งๆที่ตาและมือยังจับจ้องอยู่ที่ถุงต่างๆที่ซื้อมาเมื่อครู่
“ได้ของครบถ้วนตามที่ต้องการไหมครับคุณนายคิม?”
คนตัวโตเอ่ยแซวเมื่อเห็นคนที่นั่งข้างๆตรวจของดูแล้วดูอีก คนโดนหยอกชะงักมือที่รื้อของก่อนจะหันมามองหน้าคนตัวโตที่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ
“เรียกอย่างงั้นได้ยังไงน่ะคังอิน”
“อ้าว..แล้วจะให้เรียกยังไงล่ะหรือว่าไม่อยากเป็นคุณนายคิม งั้นเป็นคุณผู้หญิงเอาไหม?”
“จะบ้าเหรอ..ใครเขาเรียกผู้ชายว่าคุณนายกันมั่งล่ะ อยู่กับฮีซอลมากแน่ๆเลยถึงได้เพี้ยนแบบนี้น่ะ”
“ไม่ได้เพี้ยนซะหน่อยคนเพี้ยนที่ไหนจะหน้าตาดีเท่านี้?”
“หลงตัวเอง”
“คังอินหลงตัวเอง…….แล้วลีทึกหลงคังอินด้วยหรือเปล่า?”
เป็นคำถามที่คนถูกถามก็ไม่ทันตั้งตัว แถมคนตั้งคำถามยังทำหน้าตากรุ้มกริ่มซะจนไม่รู้จะตอบว่ายังไง แค่ได้ยินคำตอบในใจตัวเองแล้วก็อยากจะบ้าตาย ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเขาคิดอะไรในใจล่ะก็คงจะเกลียดเขาเป็นแน่ ก็คังอินน่ะไม่ชอบการผูกมัดนี่.. เขาเองก็ไม่ได้อยากจะผูกมัดคนตัวโตหรอกนะไม่ได้อยากจะ “รัก” อีกฝ่ายซะด้วยซ้ำ แต่ใครที่ได้อยู่ใกล้ๆคังอินน่ะก็อดจะหลงรักเขาไม่ได้หรอกเชื่อเถอะ ขนาดผู้หญิงที่แค่เห็นเขาแว่บๆ ไม่ได้พูดไม่ได้คุยด้วยยังชอบเขาเลย... แล้วตัวเขาเองล่ะ ที่อยู่กับอีกฝ่ายมาตั้งหลายปี อยู่ใกล้กับฝ่ายนั้นเสียจนใครต่อใครก็คงไม่คาดคิด การได้รับความเอาใจใส่ได้รับความอ่อนโยนจากอีกฝ่ายมาตลอด มันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะแอบหวั่นไหวไปกับการกระทำของฝ่ายนั้น เคยคิดเคยบอกกับตัวเองว่าจะไม่หลงรักคังอินเด็ดขาด เพราะรู้ว่าหลงรักคนที่เราไม่มีทางเป็นเจ้าของเขาได้น่ะมันเจ็บปวดเหลือเกิน แต่ในที่สุดก็ห้ามใจเอาไว้ไม่ได้..
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ดีใจตอนที่อีกฝ่ายกลับมาหา แม้จะมืดค่ำ แม้จะดึกดื่น เมื่อไหร่...ที่ปลื้มใจเมื่ออีกฝ่ายเทคแคร์ดูแลราวกับเป็นคนรักกัน และเมื่อไหร่ที่เขาหลงรักคังอินอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โหยหาอ้อมกอดของคนตัวโตไปซะแล้ว……
“เป็นอะไรน่ะหืม คิดอะไรอยู่เหรอ”
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ ร่างบางกระพริบตาไล่ความฟุ้งซ่านที่กำลังครอบงำความคิดอยู่ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มให้กับคนตัวโตที่ก้มหน้าลงมามองเขาด้วยสายตาที่ห่วงใย
“เปล่าหรอก แค่คิดว่าจะลองเพิ่มเมนูใหม่ในร้านน่ะ”
“เหรอ..แต่เค้กในร้านทุกวันนี้ก็ขายดีอยู่แล้วนี่ ลีทึกจะเหนื่อยเกินไปหรือเปล่าถ้าเพิ่มเค้กสูตรใหม่ในร้านน่ะ”
คนตัวโตใช้นิ้วมือสางเส้นผมสีอ่อนของอีกฝ่ายเล่น
“ไม่เหนื่อยหรอก พักหลังน่ะในร้านเริ่มมีสาวออฟฟิศมานั่งทานขนมกับกาแฟเยอะขึ้นเลยอยากทำเมนูที่มันเฉพาะกลุ่มน่ะ”
“แล้วเคยสอบถามพวกนั้นบ้างหรือเปล่าว่าต้องการอะไรเป็นพิเศษไหม”
“ไม่เคย...แค่คิดว่าจะทำน่ะอยากให้ร้านของเราเป็นร้านที่นั่งพักผ่อนก็ได้ เป็นสถานที่คุยงานก็ได้เลยว่าจะลองเพิ่มเมนูหรืออาจจะตกแต่งร้านใหม่ดู คังอินว่าไง”
“ก็ดีนะ แต่มั่นใจว่าทำแล้วจะไม่เหนื่อยเกินไปและมีเวลาให้คังอินพอ?” คนตัวโตกระชับอ้อมแขนให้ร่างบางเบียดใกล้ตัวเขาเข้ามาอีก เวลาอยู่กับลีทึกทีไรเขาอยากกอดอีกฝ่ายไว้กับตัวไม่ปล่อยแบบนี้ทุกที คนในอ้อมกอดแนบใบหน้าลงที่อกเขาราวกับจะออดอ้อนอยู่ในที
“คังอินก็ไปที่ร้านทุกวันอยู่แล้วนี่”
“แล้วถ้าคังอินไปไม่ได้ล่ะจะทำยังไง……หืม”
ทำเสียงเป็นคำถามอยู่ในลำคอก่อนจะซุกปลายจมูกลงบนเรือนผมสีอ่อนไม่ว่ายังไงเขาจะต้องเค้นเอาคำตอบที่น่าพอใจออกมาจากริมฝีปากสวยนั่นให้ได้……
“ยังไงเราก็กลับมาเจอกันที่นี่อยู่ดี…..หรือถ้าไม่อย่างงั้นลีทึกไปหาคังอินเองก็ได้”
รอยยิ้มพอใจปรากฏบนใบหน้าหล่อคม เท่านี้เขาก็คงมีความสุขไปอีกชาติกว่า แม้อีกฝ่ายจะตอบออกมาตามประสาของคนใจดีและเอาใจใส่เขาอยู่เสมอ แต่นั่นมันไม่สำคัญหรอกเพราะตอนนี้เขาได้คำตอบที่พึงพอใจแล้ว มือใหญ่กระชับเอวเล็กของอีกฝ่ายให้แนบเข้ามาอีก แค่เพียงได้กอดลีทึกไว้ในอ้อมแขนก็เหมือนว่าเขาไม่ต้องการอะไรอีกแล้วในชีวิตนี้
“คังอินต้องไปหาลีทึกทุกวันอยู่แล้วแหละ ถึงจะต้องโดดประชุมไปก็เถอะ”
“โดดประชุมเหรอ..เป็นเจ้าของโรงแรมต้องประชุมด้วยเหรอ?”
“ต้องสิ แล้วอีกอย่างแฟนลีทึกน่ะลูกใคร ..ธุรกิจคังอินมีอีกตั้งเยอะ”
“มีเยอะแล้วทำไมว่างจัง??..เห็นเมื่อก่อนไปเที่ยวกับผู้หญิงทุกวันเลย”แม้จะไม่ได้ตั้งใจจิกกัดอะไรมากมายแต่หางเสียงของร่างบางก็สะบัดนิดๆอยู่ดี ใบหน้าสวยหวานที่บึ้งลงเล็กน้อยแก้มใสที่พองลมเองอัตโนมัติโดยเจ้าตัวไม่รู้ ทำเอาคนที่โดนจิกกัดเล็กๆอดยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูไม่ได้
“เมื่อก่อนว่างมากเลยมีโอกาสได้ทำอย่างงั้น แต่ตอนนี้คงทำไม่ได้แล้วแหละ”คนตัวโตกระซิบเบาข้างใบหูเล็ก
“ทำไมล่ะ?”
“ก็ตอนนี้คังอินเป็นของลีทึกแล้วนี่”
แค่สิ้นเสียงทุ้มของอีกฝ่ายคนข้องใจก็หน้าแดงแปร๊ด ก่อนจะก้มหน้างุดอย่างเขินอายที่สุด ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายพูดเล่นหยอกให้เขาหัวปั่นเหมือนทุกที แต่มันก็อดมีความรู้สึกกับคำพูดพวกนี้ไม่ได้ ก็บอกแล้วไงลองอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ดูสักวันจะรู้ว่าผู้ชายที่ชื่อคังอินน่ารักขนาดไหน……
ขณะที่คังอินและลีทึกกำลังหยอกเย้ากันไปมาอยู่นั้นมือถือของคนตัวโตก็ดังขึ้นและเมื่อเจ้าของเครื่องยกหน้าจอขึ้นมาดูรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าอยู่เมื่อครู่ก็ลดลงไปครึ่งหนึ่งทีเดียว
“ใครโทรมาเหรอ?”
“ฮีซอลน่ะ...คงมีธุระ ลีทึกไปอาบน้ำก่อนนะวันนี้เหนื่อยทั้งวันเลย”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการความเป็นส่วนตัวร่างบางจึงส่งยิ้มให้ก่อนจะลุกไปอาบน้ำอย่างว่าง่าย ไม่ใช่ไม่ติดใจว่าเพื่อนร่างเพรียวโทรมาหาคนตัวโตทำไมเอาป่านนี้ แต่เขาจะไม่ซักถามเพราะรู้ว่าคังอินไม่ชอบการถูกเซ้าซี้แบบนั้นเมื่อคนตัวโตอยากจะเล่าก็คงเล่าให้ฟังเอง
“มีอะไรฮีซอล”
คนตัวโตกรอกน้ำเสียงเรียบลงไปไม่รู้สึกกระตือรือร้นแม้สักนิดว่าอีกฝ่ายโทรมาทำไมเพราะเหมือนเขาจะเดาออกลางๆ
“แกทำอะไรอยู่น่ะคังอิน ลีทึกอยู่แถวนั้นหรือเปล่า”
“เขาอาบน้ำอยู่ อยากรู้เรื่องอะไรก็บอกมาฮีซอล”
“เรื่องผู้หญิงคนนั้นน่ะสิถามได้ เธอเป็นใครไม่ทราบ?”
“คู่หมั้นฉัน..ที่เคยบอกแกไง”
“คนนี้เหรอก็สวยดีนะ..แล้วแกเลิกกับเขาทำไม?”
“เขาสวยเกินไปมั๊งฉันเลยเลิกกับเขา”
“อย่ากวนประสาทฉันได้ไหมขอร้อง ฉันรู้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่แกถึงได้แจ้นมาขอร้องให้ฉันช่วยตอนแรก...เล่ามานะ”
“แฟนฉันเขายังไม่ถามฉันเลยแล้วแกเป็นใครฉันถึงต้องเล่าให้ฟัง~”
“อย่ามากวนเบื้องต่ำฉันนะไอ้คังอิน!”
คนตัวโตยกโทรศัพท์ให้ห่างหูเมื่อปลายสายแว๊ดใส่มาอย่างเหลืออด ไรวะล้อเล่นแค่นี้ก็ต้องเสียงดังด้วย
“เขาเป็นว่าที่คู่หมั้นฉัน เกือบจะหมั้นกันอยู่แล้ว ครอบครัวเราก็สนิทกันพอสมควรแล้ว.............”
“พอเลยๆๆไอ้คังอิน..แกชักแม่น้ำทั้งห้าทำไมไม่ต้องบอกฉันหรอกว่าเธอคนนั้นเป็นใคร บอกมาอย่างเดียวก็พอว่าทำไมไม่หมั้นกับเขา?”
“แกนี่น่าจะไปเป็นนักข่าวนะเนี่ย ชอบสอดเรื่องชาวบ้านเขานัก...”
“เรื่องชาวบ้านคืองานของฉันเว้ย.. เอ๊ยไม่ใช่!! ฉันก็แค่อยากรู้เพื่อช่วยจับตามองไม่ให้ว่าที่คู่หมั้นแกมายุ่งกับเพื่อนรักฉันได้ไง”
เห็นแก่ความปรารถนาดีที่แกมีเผื่อแผ่มาให้แฟนฉันหรอกนะฮีซอล จะเล่าให้ฟังก็ได้...
“ฉันกับเขาคบกันและแม่ฉันก็มีแผนจะให้ฉันแต่งงานกับยูริ ฉันเองก็ว่าเธอน่ารักดีเลยจะหมั้นกับเธอ แต่อนิจจาวาสนาเราไม่ตรงกัน ฉันดั๊นไปรู้ว่าเธอจะหมั้นกับฉันเพราะอยากเอาบริษัทของพ่อเธอมาร่วมบริษัทกับของแม่ฉันนั่นก็เท่ากับว่าเธอไม่ได้รักฉันเลยเธอรักบริษัทแม่ฉันเท่านั้น อีกอย่างเธอแอบสืบข้อมูลบริษัทฉันซะละเอียดยิบ เป็นแกจะยังแต่งด้วยอยู่อีกไหม ...ฉันบอกแม่แต่แม่ฉันเขาก็ไม่เชื่อ บวกกับเขาคงกลัวฉันไม่มีเมียเป็นตัวเป็นตน มีหลานไม่ทันใช้เลยไม่สนใจ ฉันเลยต้องคิดแผนการผมมีเจ้าของแล้วขึ้นมาจบ............”
คนที่โดนคะยั้นคะยอให้เล่า เล่าเรื่องออกมาราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ปลายสายได้แต่อึ้ง ไม่ได้อึ้งเพราะสงสารเพื่อน แต่อึ้งเพราะน้ำเสียงที่มันเล่า ธรรมดายังกะสั่งอาหารกลางวันมากิน รู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่าครับพี่น้อง........
“เอ่อเหรอ…..ฉันเห็นด้วยแล้วแหละที่แกเลิกกับเธอ”
“ทำไมวะ?”
“ฉันว่าเขาเป็นคนร้ายเงียบๆไงไม่รู้ ห่วงก็แต่ลีทึกเพื่อนฉันจะต้านไหวไหมน้อถ้าเขามาราวี”
“พรุ่งนี้แกจะไปที่ร้านหรือเปล่า?”
“ไป”
“วันมะรืนล่ะ?”
“ก็ไป”
“แล้ววันถัดไปหล่ะ?”
“ก็ไปอีกนั่นแหละ ฉันก็ไปร้านลีทึกมันทุกวันอยู่แล้วจะถามทำไม”
“งั้นฉันก็ไม่ต้องจ้างบอดี้การ์ดดูแลแฟนฉัน ฝากลีทึกไว้ให้แกดูแลด้วยนะฮีซอล”
ไอ้เพื่อนเวร!!!!!!หนอยเห็นฉันเป็นตัวอะไรวะนี่ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเพื่อนรัก(หักเหลี่ยมโหด)กันมานานล่ะก็ฉันจะด่าให้ลืมซอยกลับบ้านเลย ฮีซอลถอนหายใจอย่างระงับอารมณ์ วันนี้เถียงกับมันจนหมดพลังงานแล้ว ปล่อยหมากลับวัดไม่มีแผลสักวันแล้วกัน……
คนตัวโตส่ายหัวก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมามองงงๆ ด้วยไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนเขาจึงยอมวางไปง่ายๆ ไม่แหวแปดซอยเหมือนทุกที สงสัยจะกินยาผิดหรือไม่ก็คงตั้งท้องอ่อนๆกับไอ้ซีวอนน้องเขาแน่ๆ อารมณ์ขึ้นๆลง เขาว่าคนท้องมันมักทำอะไรตรงข้ามกับตัวจริงเสมอ(?)เออน้องเขานี่ใช้ได้นะเนี่ย………
ลีทึกนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเมื่อออกมาจากห้องอาบน้ำ มือเรียวเอื้อมหยิบหวีขึ้นมาถือไว้ในมือ คังอินยังไม่เข้ามาในห้องนอน สงสัยจะยังคุยโทรศัพท์กับฮีซอลไม่เสร็จ คุยอะไรกันนะ คำถามผุดขึ้นในใจอย่างช่วยไม่ได้มันน่าแปลกที่สองคนนั้นคุยกันนานขนาดนี้เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย... ก็เล่นพูดกันเมื่อไหร่ทะเลาะกันแบบนั้น หรือว่าเรื่องที่คุยกันมันเป็นเรื่องสำคัญถึงคุยกันได้ยาวขนาดนี้ ความน้อยใจแล่นขึ้นมาในอกแค่เพียงคิดว่าเพื่อนร่างเพรียวมีอะไรที่เป็นความลับกับคนตัวโตเขาก็น้อยใจซะแล้ว คงเป็นผลข้างเคียงมาจากความรู้สึกที่เปลี่ยนไปสินะ แค่คังอินทำอะไรแล้วไม่บอกเขา ก็พาลจะน้อยใจไปซะหมดแถมยังไปพาลถึงฮีซอลอีกเขานี่แย่จริงๆเลย
ร่างบางถอนหายใจหนักๆพร้อมที่ประตูห้องนอนเปิดออกพอดี คนตัวโตเดินเข้ามาในห้องก่อนจะส่งยิ้มให้ร่างบางที่นั่งหวีผมอยู่หน้ากระจก ผมสลวยของฝ่ายนั้นเปียกชื้นตรงปลายๆเล็กน้อยเลยแนบไปกับต้นคอระหง ตามลำคอยังมีหยดน้ำเม็ดเล็กเกาะพราวอยู่เล็กน้อย ใบหน้าสวยของเจ้าตัวดูเรียบเฉยติดจะบึ้งเล็กๆ เอ…..อารมณ์เสียอะไรหว่า??...
“อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอ?”
เดินเข้าไปท้าวแขนกับโต๊ะเครื่องแป้งคร่อมร่างเบื้องหน้าเอาไว้
“อืม….เปิดน้ำเอาไว้ให้คังอินแล้ว ไปอาบน้ำเถอะ”
ริมฝีปากอิ่มเผยยิ้มนิดๆ แต่เป็นยิ้มที่คนตัวโตรู้ว่าฝืน ร่างบางลุกขึ้นก่อนจะเบี่ยงตัวหลบออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่ายเดินไปที่เตียง มือเรียวเอื้อมจับผ้าน่วมที่คลุมเตียงออกและก่อนที่เขาจะได้สอดตัวเขาใต้ผ้าน่วมนั้นเอวเล็กก็ถูกรวบกอดจากทางเบื้องหลัง
“อารมณ์เสียอะไรหืม……”
ปากร้อนกระซิบถามชิดใบหูเล็ก
“เปล่านี่….ไปอาบน้ำเถอะ”
คนโดนกอดก้มหน้าลงต่ำก่อนจะยกมือจับท่อนแขนแกร่งเพื่อแกะมันออกจากเอวของตนเอง
“ไม่อาบ..จนกว่าลีทึกจะบอกว่างอนอะไรคังอิน?”
ยิ่งเห็นท่าทางก็ยิ่งรู้ได้ว่าคนในวงแขนนี่กำลังงอนอะไรเขาอยู่เป็นแน่ และถ้าเขาเดาไม่ผิดคงเป็นเรื่องที่เขาคุยโทรศัพท์กับฮีซอลนานเกินไป
“ไม่ได้งอนจริงๆ...ลีทึกเหนื่อยน่ะ”
ไม่กล้าบอกออกไปว่างอนที่อีกฝ่ายคุยโทรศัพท์นาน กลัวจะโดนว่างี่เง่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง ก็เขาไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเพื่อนของคังอินเลยนี่คงไม่มีสิทธิ์งอนหรือน้อยใจอะไรทั้งนั้น ก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไม่ได้เป็น…..
“ฮีซอลน่ะ….โทรมาถามว่าน้องผู้หญิงวันนี้เป็นใครเท่านั้นเอง แล้วก็ทะเลาะกันเรื่องซีวอนอีกนิดหน่อย ถ้าคังอินคุยโทรศัพท์นานก็ขอโทษนะ” คนตัวโตเล่าให้ร่างบางในวงแขนฟังด้วยน้ำเสียงที่ใครต่อใครคงไม่คิดว่านักธุรกิจเจ้าเสน่ห์ชื่อดังจะใช้น้ำเสียงน่ารักขนาดนี้
ร่างบางเบี่ยงหน้าหลบปลายจมูกของอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่ารังเกียจ..แต่หัวใจเขาเต้นรัวเสียยิ่งกว่าจังหวะรุมบ้าในกีฬาลีลาศซะอีก ไม่รู้ทำไมพอเจอลูกอ้อนแบบนี้เข้าทีไร เขาไปไหนไม่รอดสักที……พาลจะเลิกงอน เลิกน้อยใจ เลิกอารมณ์เสีย ไปซะทุกที
“อืม…..รู้แล้วไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวน้ำที่เปิดไว้จะเย็นซะก่อนนะ”
“ไม่หึงแล้วนะ?”
“ใครเขาหึงคังอินกันเล่า!!!!ไปอาบน้ำไป~!!” แกะวงแขนของอีกฝ่ายออกจากเอวแทบไม่ทัน คำพูดของอีกฝ่ายมันจี้ใจดำยังไงก็ไม่รู้
ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มก่อนจะฉกปลายจมูกลงบนแก้มนวลโดยที่เจ้าของเขาไม่ทันตั้งตัวแล้วเดินฮัมเพลงเข้าห้องน้ำไป
ลีทึกยกมือขึ้นกุมแก้มตัวเองก่อนจะมองค้อนตามหลังคนตัวโตอย่างหมั่นไส้ รู้สึกพักนี้จะปากไวมือไวไปหน่อยแล้ว สงสัยคงต้องอบรมให้ลดความมือไวปากไวลงบ้าง ไม่งั้นมีหวังเขาขาดทุนแย่……
+++++++++++++++++++++
ยามบ่ายจัดอย่างงี้ทั้งๆที่ร้านเค้กของลีทึกน่าจะเงียบเหงาหากแต่ว่าก็ยังมีผู้คนมาใช้บริการอยู่อย่างต่อเนื่อง เจ้าของร้านร่างบางกำลังง่วนอยู่กับการแต่งหน้าเค้ก วันนี้มีคนโทรเข้ามาสั่งเค้กแต่งงานแถมจะเอาเค้กจริงทั้งเก้าชั้นซะด้วย มือเรียวบรรจงตกแต่งหน้าเค้กเรื่อยๆไม่รีบร้อน เพราะหากรีบร้อนหน้าเค้กอาจจะไม่สวยก็ได้
“แกจะบรรจงแต่งอะไรขนาดนั้นแต่งๆไปเถอะเดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็ไม่อยู่ในสภาพนี้แล้ว”
เสียงแหลมนิดๆของเพื่อนร่างเพรียวเรียกความสนใจของคนที่กำลังขะมักเขม้นแต่งเค้กให้หันมามองทางต้นเสียง
“ไม่ได้หรอกฮีซอล...เค้กงานแต่งเชียวนะมันก็ต้องใส่ใจหน่อยสิ เนี่ย...เป็นสิ่งที่ยืนยันความรักของคนสองคนเลยนะ”
“เหรอ...ฉันคิดผิดมาตลอดเลยใช่มั้ยว่าเป็นแหวนแต่งงาน(?)”
“อันนั้นมันก็สำคัญเค้กก็สำคัญ”
เถียงกับคนร่างเพรียวที่เดินมายืนจิบน้ำชาอยู่ใกล้ๆอย่างไม่คิดจะช่วยอะไรก่อนจะหันไปสนใจบรรจงแต่งหน้าเค้กต่อ
“ความจริงก็ดีนะ ฝึกแต่งหน้าเค้กเอาไว้มากๆแหละดีแล้ว”
“ทำไมเหรอฮีซอล?”
“ก็เผื่องานแต่งไอ้คังอินเจ้าสาวจะได้ลงมือแต่งเค้กเอง โรแมนติกจะตาย” ร่างเพรียวแซวเพื่อนก่อนจะหัวเราะชอบใจ ไม่มีอะไรทำเราก็กลับเขาสู่หน่วยลับสืบความสัมพันธ์เพื่อนรักกันดีกว่า
“พูดอะไรน่ะฮีซอล! ฉันไม่ได้จะแต่งงานกับคังอินซะหน่อย”
“แกแน่ใจนะลีทึกว่าแกกับมันไม่ได้เกินเลยกันไปแล้ว~”
“เกินเลยอะไรกันเล่า!”
“ก็แบบ...บอกฉันว่าเป็นเพื่อนกันแต่ความจริงมันไม่ใช่อะไรอย่างเงี้ย” ร่างเพรียวทำท่าทางรู้ทันก่อนจะจ้องใบหน้าอีกฝ่ายตรงๆอย่างจับผิด
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ...ฉันกับคังอินเป็นเพื่อนกัน”
“แต่ยอมให้มันจูบ?”
...ดูสิว่าจะปากแข็งไปได้อีกกี่น้ำ...
“ก็จูบกันแบบเพื่อนธรรมดาเท่านั้นแหละ ฮีซอลก็รู้ว่าพวกฉันทำแบบนั้นกันมาตั้งแต่เรียนมหาลัย”
“ก็รู้...แต่แบบว่าฉันก็ไม่เคยจูบกับเพื่อนสนิทไง แถมไม่เคยนั่งตักเพื่อนด้วย หรือถ้าเผอิญฉันไปทำแบบนั้นกับใคร ฉันก็จะเรียกคนๆนั้นว่า “แฟน” ไม่ใช่เพื่อน..”
ร่างเพรียววางแก้วน้ำชาลงบนจานรองก่อนจะจีบปากจีบคอพูดจิกกัดให้เพื่อนร่างบางสะดุ้งในคำพูดของเขา
“ถามจริง...แกไม่ได้คิดอะไรกับคังอินมันเลยเหรอลีทึก?”
ฮีซอลเข้าโหมดจริงจังเพราะคาใจในความสัมพันธ์นี้มานาน วันนี้โอกาสดีคังอินมันไม่อยู่ต้อง สืบ ล้วงลับตับไต หัวใจม้ามของเพื่อนออกมาให้ได้ค่อยดู ยิ่งสืบจากเพื่อนร่างบางของเขาเนี่ยยิ่งได้ข่าวสารเร็วกว่าสืบจากคังอินเยอะ เพราะไอ้หมอนั่นมันหลบฉากเก่ง
“ก็………..”
ยังไม่ทันที่ร่างบางจะได้ตอบข้อสงสัยเพื่อนรัก ประตูร้านก็เปิดออกและคนที่ก้าวเข้ามาในร้านก็ทำเอาคิ้วเรียวของฮีซอลขมวดนิดๆ มาแล้วไงยัย ...จาง ยูริ...
“ขอโทษนะคะ ที่นี่ร้านพี่ลีทึกหรือเปล่า?”
เสียงใสเอ่ยถามพนักงานที่เดินเข้ามาต้อนรับและก่อนที่จะได้รับคำตอบเธอก็มองเข้าไปเห็นเป้าหมายยืนแต่งเค้กอยู่หลังเคาท์เตอร์ด้านในของร้าน หญิงสาวผละไปจากพนักงานทันทีก่อนจะตรงเข้าไปหาคนที่ง่วนอยู่กับการทำเค้กที่เคาท์เตอร์ด้านในทันที
“ขอโทษค่ะพี่ลีทึก”
เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก ก่อนจะพบเข้ากับหญิงสาว เขาส่งยิ้มทักทายให้ฝ่ายนั้นอย่างเป็นมิตรผิดกับคนร่างเพรียวที่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรู...
“น้องยูริมาได้ยังไงครับ?”
เอ่ยทักหญิงสาวออกไปเพราะเมื่อกี้เขายืนหันหลังให้ประตูร้านก็เลยไม่รู้ว่าใครเข้ามาในร้านบ้าง แม้ออกจะงงอยู่บ้างว่าอีกฝ่ายเข้ามาถึงในนี้ได้ยังไงแต่เขาก็ไม่คิดจะถามหรือติดใจอะไร
“พอดียูริโทรไปคุยเล่นกับพี่คังอินมาน่ะค่ะ เลยรู้ว่าร้านพี่อยู่นี่”
หญิงสาวพูดด้วยใบหน้าที่ระบายไปด้วยรอยยิ้ม หากแต่เป็นรอยยิ้มที่อาบไปด้วยอะไรบางอย่าง..
“อ๋อ...เหรอครับ ว่างนะครับน้องเนี่ยโทรคุยเล่นกับแฟนคนอื่นได้ด้วย” มันเป็นความปากไวของร่างเพรียวที่ยืนมองเหตุการณ์มานาน แม้รอยยิ้มของอีกฝ่ายจะใสซื่อเพียงใด จะตบตาใครต่อใครได้ แต่ฝันไปเถอะว่าจะตบตาคนอย่างเขาได้ เขาน่ะไม่ใช่แม่พระอย่างเพื่อนเขาหรอก ....เขาว่ากันว่า ผีก็ย่อมดูผีออก มารอย่างเขาก็ย่อมดูมารอย่างอีกฝ่ายออกเช่นกัน...
หญิงสาวหันไปมองคนร่างเพรียวที่ดูเหมือนจะรู้ทันความคิดในใจของตน เธอสบตากับฝ่ายนั้นอย่างไม่เกรงกลัวมันไม่ใช่เรื่องของอีกฝ่ายแต่ถ้าอยากยุ่งก็เอาเลย...
ในขณะที่คนสองคนมองกันออกทะลุปรุโปร่งแต่ร่างบางที่เป็นตัวแปรกลับไม่รับรู้อะไรเลยยังคงก้มลงแต่งหน้าเค้กต่อไป
“พี่ลีทึกไม่คิดว่าฉันมารบกวนใช่ไหมค่ะ?”
“แล้วถ้าบอกว่ารบกวนน้องจะกลับไปไหมล่ะ”
ฮีซอลพูดออกไปด้วยใบหน้าที่แสนจะไม่เป็นมิตร ในเมื่อมาอย่างไม่เป็นมิตรเพื่อจะมารังควานเพื่อนเขา ก็อย่าได้รับการต้อนรับดีนักเลย... ทั้งๆที่อีกฝ่ายก็น่าจะรู้ว่าเพื่อนเขาไม่มีพิษมีภัยกับใคร แต่ก็ยังอยากจะมายุ่งมาตอแยด้วย ...อย่างลีทึกน่ะตอบโต้กับเธอคงไม่สนุกหรอก มาตอบโต้กับฉันดีกว่าเราถึงจะสู่สีกัน...
“ฮีซอลทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ไม่รบกวนหรอกครับ”
ตกใจที่เพื่อนพูดออกไปแบบนั้น ไม่รู้ว่าเพื่อนซี้ของตัวเองเป็นอะไร รู้แต่ว่าคำพูดที่ใช้กับอีกฝ่ายแรงเอามากๆ เขาเองเป็นคนกลางจะดุเพื่อนก็ไม่ได้ ฮีซอลยิ่งขี้งอนอยู่ด้วย ในเมื่อว่าเพื่อนตัวเองไม่ได้ ร่างบางจึงหันไปส่งยิ้มอย่างขอโทษให้กับหญิงสาวที่ยืนยิ้มสดใสไม่พูดอะไรแทน..
ลีทึกละมือจากการแต่งหน้าขนมเค้กเพื่อชวนเพื่อนร่างเพรียวและหญิงสาวออกไปนั่งทานของว่างข้างนอกเพื่อลดความตึงเครียดที่เพื่อนร่างเพรียวเป็นคนก่อเอาไว้
“ความจริงฉันก็ไม่อยากมารบกวนหรอกค่ะ แต่พอดีอยากเจอพี่คังอินเลยมาที่นี่ พี่เขาจะเข้ามาไหมคะวันนี้ อยากคุยอะไรส่วนตัวกับพี่เขาหน่อยน่ะค่ะ”
น้ำเสียงที่ใช้พูดกับอีกฝ่ายฟังดูแล้วก็ดูสดใสและน่ารักอยู่ในที แต่คำว่าส่วนตัวทำไมมันดูเหมือนอีกฝ่ายจงใจจะเน้นยังไงก็ไม่รู้
“มาครับ...คังอินเข้ามาที่ร้านทุกวัน”
พยายามไม่คิดหรือติดใจอะไรกับคำพูดของอีกฝ่ายมากนัก น้องอาจจะพูดขึ้นมาเฉยๆแต่เขาคิดมากไปเองก็ได้
“คังอินน่ะ มันห่างจากลีทึกไม่ได้นานหรอก มันก็มารับแฟนมันกลับบ้านทุกวันแหละ” ฮีซอลลอยหน้าลอยตาตอบ แม้จะไม่มีใครอยากรู้แต่เขาอยากบอกแทนเพื่อน เดี๋ยวคนที่มาหาเรื่องจะไม่รู้...
ยูริยกมือเรียวหยิบหลอดคนน้ำในแก้วเล่น เธอกำลังใช้ความคิด ...ลำพังแฟนพี่คังอินไม่เห็นจะเท่าไหร่เลย ดูเรียบร้อย ไม่ตอบโต้อะไรสักอย่าง แต่ดูเหมือนว่าคนที่ร้ายคือผู้ชายหน้าเหมือนผู้หญิงคนนั้นล่ะสิ จะมาเป็นตัวกันชนเหรอแต่คงจะยากซะหน่อยนะ...
“ร้านพี่ลีทึกสวยนะคะ”
“ขอบคุณครับความจริงพี่ไม่ได้แต่งเองหรอกครับ ไอเดียคังอินน่ะครับ เขาชอบเรื่องพวกนี้ก็เลยรับอาสาตกแต่งให้”
ร่างเพรียวเหยียดยิ้ม ชอบใจในคำตอบของเพื่อนตัวเองไงไม่รู้ แม้มันจะไม่ได้ฟังดูโอ้อวด แฝงความนัยเหมือนคำพูดของอีกฝ่าย แต่ก็เป็นคำพูดใสๆและเป็นธรรมชาติมากๆ
“ขนาดมันไม่ค่อยชอบอะไรจุกจิกนะเนี่ย แต่มันกลัวลีทึกเหนื่อยน่ะเลยทำเองหมดไม่น่าเชื่อเลยใช่มะว่าพี่ชายน้องยูริจะรักแฟนขนาดนี้”
เอาคำพูดของทัพเสริมไปอีกหน่อยละกัน เป็นการขยายประโยค ประธาน กรรม และกริยา
“พี่คังอินก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ เขาใจดีกับทุกคนเสมอ ยูริเองพอบอกว่าอยากได้รถ...พี่เขาก็ซื้อให้เลยล่ะค่ะ พี่คังอินเนี่ยใจดีที่สุดเลย”
แม้ใจจะร้อนรุ่มและอยากจะทำร้ายคนร่างบางที่นั่งหน้าใสเพียงใด แต่หญิงสาวก็ต้องสะกดอารมณ์เอาไว้ เพราะถ้าหากทำอะไรลงไปตอนนี้แผนการที่เธอเฝ้าครุ่นคิดก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลเป็นแน่ ปล่อยให้มันสองคนคิดว่าเป็นผู้ชนะไปก่อนแล้วกัน
ร่างเพรียวขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำไมยัยนั่นดูไม่เดือดร้อนอะไรเลย ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้มาเหมือนจะไม่ยอมแพ้ บ้างแต่มันก็ผิดกว่าที่เขาคาดไว้เยอะ อีกฝ่ายน่าจะวีนแตกแสดงความเกรี้ยวกราดออกมาให้เห็นแล้วสิ จะบอกว่าหล่อนไม่รู้ว่าเขาแกล้งช่วยพูดอวดความเอาใจใส่ของคังอินที่มีให้เพื่อนเขามันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ หล่อนน่าจะรู้ดีแต่ทำไมยังทำเฉย ตกลงอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่กันแน่...
ร่างบางรู้สึกอึดอัด เพราะแม้ว่าเพื่อนเขาจะนั่งทำหน้าเฉยและหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามจะยังยิ้ม แต่เขากลับรู้สึกว่าในโต๊ะบรรยากาศมันกดดันยังไงชอบกล ดูเหมือนว่าฮีซอลจะไม่ชอบยูริ แต่..ไม่ชอบเพราะอะไรล่ะ น้องเขาก็ออกจะน่ารักนี่
“ที่ดินที่นี่แพงมาก พี่ลีทึกซื้อเองเหรอค่ะ?”
หลังจากเงียบไปสักพักยูริก็ชวนคุยอีกเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับคนร่างบาง
“เปล่าครับ”
คนโดนถามตอบยิ้มๆน้องเขาก็ออกจะน่ารัก พูดจาก็ดีแม้บางทีเขาจะรู้สึกเหมือนว่าอีกฝ่ายพยายามจะพูดอวดความสำคัญของตัวเองที่มีต่อคังอิน แต่นั่นอาจเป็นอาการของน้องสาวที่หวงพี่ชายก็ได้
“แล้วใครซื้อให้เหรอค่ะ?”น้ำเสียงที่ใช้ถามเครียดลงเล็กน้อยเพราะกลัวคำตอบจากอีกฝ่าย
ร่างเพรียวที่นั่งเงียบมานานเหยียดยิ้ม ถ้าจะเล่นสงครามประสาทก็อย่าเผลอแสดงน้ำเสียงแบบนั้นออกมาสิจ๊ะน้องหนูมันจะทำให้พี่รู้ว่าคิดอะไรอยู่..
ฮีซอลไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปง่ายๆ “ก็ต้องคังอินอยู่แล้วสิครับถามได้”
ราวกับในอกมันจะร้อนรุ่มขึ้นมานิดๆ หากพี่คังอินซื้อที่นี่ให้อีกฝ่ายจริง การโอ้อวดว่าได้รถก็คงเทียบกับราคาร้านและที่ดินนี้ไม่ได้สักนิดเพราะราคาที่ดินตรงนี้ แพงกว่ารถที่เธอเคยได้ไม่รู้ตั้งกี่เท่าแต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ต้องอดทนไว้ หัวเราะที่หลังดังกว่า ฉันจะเอาให้เจ็บไม่ลืมเลย
“พี่ลีทึกโชคดีจังเลยนะค่ะที่พี่คังอินรักพี่มากขนาดนี้ ฉันยินดีด้วยจริงๆรักกันมากๆนะค่ะ”
“...ครับ”
ก้มหน้ารับคำออกไปด้วยเสียงเบาหวิว ไม่รู้ทำไมในใจมันปวดหนึบขึ้นมา คงเป็นเพราะว่าแม้จะได้รับคำอวยพรมาและตอบรับออกไปอย่างงั้น แต่ในความเป็นจริงถึงเขาจะรักคนตัวโตมากเท่าไหร่ เขาก็คงเป็นได้แค่เพื่อนสนิทเท่านั้นไม่สามารถขยับขึ้นมาเป็นคนรักของคังอินได้หรอก……
ในขณะที่คนร่างบางยังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง และเพื่อนร่างเพรียวของฝ่ายนั้นกำลังนั่งภูมิใจในชัยชนะอยู่ ยูริก็ยกมือขึ้นเรียกพนักงานให้เดินมาที่โต๊ะ และเมื่อเดินมาถึงเธอก็ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้พนักงานไป
ไม่นานนักเด็กในร้านก็กลับมาพร้อมแก้วใบใหญ่ใบหนึ่ง เมื่อเด็กคนนั้นจะวางเครื่องดื่มลงบนโต๊ะหญิงสาวก็ลุกพรวดขึ้นทำให้ไหล่ของเธอกระแทกเข้าที่อกของพนักงานคนนั้น เป็นเหตุให้แก้วที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายกระเด็นหลุดจากมือและหกลงบนไหล่ของร่างบางที่นั่งอยู่เต็มๆ...
“โอ๊ย…..”
เสียงร่างบางอุทาน เมื่อผิวหนังสัมผัสถึงความร้อนจากน้ำร้อนในแก้ว ลีทึกลุกขึ้นยืนและร้องอย่างเจ็บปวด เรียกความสนใจจากฮีซอลที่นั่งอยู่ข้างๆในทันที
ฮีซอลหันควับไปมองใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามเห็นอีกฝ่ายเหยียดยิ้มนิดๆ ร่างเพรียวหันรีหันขวางอย่างทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ค่อยออกเพราะได้แต่โมโหที่ไม่ทันแผนการของอีกฝ่าย แต่ยังไงเขาคงต้องรีบปฐมพยาบาลช่วยเพื่อนร่างบางก่อนล่ะตอนนี้..
หลังจากที่มองอีกฝ่ายปวดแสบปวดร้อนเพราะโดนน้ำร้อนลวกจนพอใจแล้วเธอก็แกล้งทำตัวเป็นคนดี ยกแก้วน้ำเย็นของเธอราดลงไปบนแผลของร่างบางเพื่อแสดงการช่วยเหลือ
“พี่ลีทึกเป็นไงบ้างค่ะ?”
หญิงสาวหยิบกระดาษมาซับน้ำบนไหล่ของร่างบางให้ มือเรียวกดกระดาษหนักๆลงไปบนผิวที่แดงไหม้
“โอ๊ย…...”
ร่างบางส่งเสียงร้องเพราะรู้สึกแสบร้อนไปตามผิวหนัง ฮีซอลปัดมือที่ซับน้ำออกจากไหล่ของเพื่อนออกอย่างแรง เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายจนคนทั้งร้านหันมามองคนทั้งสามเป็นจุดเดียวกัน ร่างเพรียวดึงมือเพื่อนเขาไปในห้องพักหลังร้านโดยมียูริตามไปด้วย
“เจ็บไหมลีทึก แสบหรือเปล่า?” ฮีซอลถามเพื่อนอย่างเป็นห่วงพร้อมกับเอาน้ำแข็งประคบตรงบาดแผลให้อีกฝ่ายไปด้วย
“ไปหาหมอไหมค่ะพี่ลีทึก?” เสียงใสของยูริดังขึ้น เธอทำหน้าตาเป็นห่วงมากและพยายามเอื้อมมือมาเพื่อสัมผัสแผลของลีทึก แต่แล้วมือของเธอก็โดนฮีซอลปัดออกไปให้ห่างจากบาดแผลของเพื่อน
“อย่ามาทำเป็นพูดดี เพราะเธอนั่นแหละเพื่อนฉันถึงโดนน้ำร้อนลวก เธอแกล้งเพื่อนฉัน!”
“ทำไมพี่ปรักปรำฉันแบบนั้นล่ะค่ะ! ฉันไม่ได้ตั้งใจนะค่ะ ฉันเองก็ห่วงพี่ลีทึกเหมือนกัน”
หญิงสาวทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ที่โดนปรักปรำ
“ฮีซอล..อย่าไปโทษยูริเลยมันเป็นอุบัติเหตุ..”ร่างบางเห็นท่าจะไม่ดีเพราะดูเพื่อนเขาจะโกธรมากๆ ก็รู้ว่าฮีซอลห่วงเขาแต่ไม่น่าไปปรักปรำน้องแบบนั้นเลย...
“ต้องโทษเขานั่นแหละเขาตั้งใจจะทำน้ำหกใส่แกนะ! แล้วใครสั่งให้เอาน้ำร้อนไปเสริฟที่โต๊ะไม่ทราบ...ถ้าไม่ใช่เธอ แล้วอีกอย่างทำไมต้องเขียนใส่กระดาษด้วยว่าสั่งอะไร”ร่างเพรียวโวยวายไม่คิดเลยว่าคนหน้าตาสวยๆใสๆจะร้ายได้เพียงนี้ เขาเองก็บ้าที่ประเมินความร้ายกาจของอีกฝ่ายต่ำไป
“ก็…..ฉันปวดท้องประจำเดือนนี่คะเลยอยากทานน้ำร้อน แต่อายไม่กล้าสั่งเลยเขียนใส่กระดาษ แล้วที่ฉันลุกก็เพราะอยากไปเข้าห้องน้ำ...”
ยูริบีบน้ำตาก่อนจะเอามือปิดหน้าร้องไห้
“ไม่เป็นไรครับน้องยูริ มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ พี่ไม่โทษน้องยูริหรอกครับ” ร่างบางบอกอีกฝ่ายเสียงอ่อนก่อนจะดึงแขนเพื่อนร่างเพรียวที่ทำท่าจะต่อว่าอีกฝ่ายเอาไว้...
....ภายใต้ฝ่ามือที่ถูกยกขึ้นปิดบังใบหน้าสวยใสของหญิงสาว รอยยิ้มสะใจปรากฏขึ้นบนเรียวปากสวยอย่างไม่มีใครได้เห็น…
TBC.
edit @ 20 May 2008 11:30:23 by AyO
อยากให้แอบมีคู่ฮีซอลด้วยอ่ะ แล้วก้อคู่คังอัน+ทึกกี้อ่ะอย่าให้เศร้ามากนะคะสงสารคนอ่านด้วยรีบๆรู้ใจกันซะที เหนื่อยแทนอ่ะ
เป็นกำลังใจให้คนอ่านนะคะ

