Title : ไหนว่าแกล้งรัก [ Chapter 7 ]
By : Ayo
Paring : KangTeuk
Rate : PG-13 (This part)
Category : Romantic / Comedy
Author’s Note : กราบขออภัยงามๆซักสามที เนื่องด้วยเพิ่งเปิดเทอมและตัวข้าพเจ้าเองก็เกิดอุบัติเหตุในหลายๆเรื่อง ทำให้อัพตอนนี้ช้ากว่าที่สัญญาไว้มาก กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และขอบคุณทุกคนที่ยังติดตาม ตอนหน้าจะพยายามอัพให้ได้เร็วกว่านี้ หากมีสิ่งใดผิดพลาดก็บอกกันได้นะ ขอบคุณมากๆค่ะ ..ความจริงตอนนี้จะสะท้อนความเป็นหัวหน้าวงของพี่ลีทึกออกมานะ เพราะว่าพี่เค้าเป็นคนคิดการณ์ไกลจริงๆ = =” ยัยยูริเองก็ร้ายกาจมาก ..ยังไงก็ อ่านกันให้สนุกนะคะ ^^
++++++++++++++++++++
ห้องนอนที่เงียบสงัดถูกฉาบไปด้วยแสงแดดยามเช้า เสียงเข็มนาฬิกาเรือนเล็กที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงดังให้ได้ยินแว่วๆ แพขนตาหนากระพือขึ้นพร้อมดวงตากลมโตที่เคยปิดสนิทก็ลืมตื่นเต็มตา ภาพในโฟกัสค่อนข้างพร่าเลือนหากแต่ใช้เวลาไม่นานนักก็ค่อยแจ่มชัดขึ้น
มือเรียวเลื่อนลูบไล้ท่อนแขนที่โอบกอดเอวของตัวเองอยู่ เจ้าของท่อนแขนนั้นยังอยู่ในห้วงนิทราลมหายใจอุ่นยังคงรินรดอยู่ที่ข้างแก้มบ่งบอกว่าคนตัวโตยังหลับลึก ลีทึกหันไปมองใบหน้าของคนที่ยังคงหลับใหลก่อนรอยยิ้มจะปรากฏบนใบหน้าสวย ใครเลยจะเชื่อว่าคนที่เคยดูคุกคามและเจ้าชู้มากๆอย่างคังอิน เวลาหลับอยู่แบบนี้หน้าตาไร้เดียงสายังกะเด็กๆแน่ะ จะเคยมีใครไหมนะที่ได้เห็นใบหน้าแบบนี้ของอีกฝ่าย และจะผิดไหมถ้าเขาจะรู้สึกภูมิใจที่ได้เห็นใบหน้านี้ของคังอิน แค่ได้ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมกันมันก็ทำให้รู้สึกดีใจเหลือเกิน ยิ่งมองใบหน้าหลับใหลของคนตัวโตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดู
นิ้วเรียวยื่นออกไปจัดผมหน้าที่ตกลงมาปิดตาของอีกฝ่ายให้เข้าที่เพราะกลัวว่าจะทำให้คนหลับรำคาญ เมื่อจัดเส้นผมของอีกฝ่ายเข้าที่ดีแล้ว นิ้วเรียวก็ไล้ไปตามสันกรามของฝ่ายนั้นอย่างแผ่วเบา แค่นอนหลับอยู่แบบนี้ก็ดูดีซะจนเขาใจสั่นเสียแล้ว แล้วใครหนอจะไม่หลงรักคังอิน นิ้วเรียวหยุดการเคลื่อนไหวเมื่อลากนิ้วลงมาสัมผัสกับริมฝีปากได้รูป ถ้าใครจะคิดว่าเขาลามกเขาก็จะยอมรับ เพราะว่าตอนนี้เขาอยากจูบคนตัวโตนี่เหลือเกิน……
…..ในขณะที่ยังจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง เสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนก็ดังขึ้นจากโต๊ะเล็กข้างเตียง ดวงตากลมโตหันไปมองทางต้นเสียง
..โทรศัพท์มือถือของคนที่ยังหลับใหลนั่นเอง..
มือเรียวเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์นั้นขึ้นมาถือ เห็นหน้าจอขึ้นชื่อเลขาของอีกฝ่าย คงจะโทรมาเพราะเรื่องงาน ร่างบางยิ้มน้อยๆก่อนจะแกล้งเอาโทรศัพท์ที่ยังคงสั่นแนบเข้ากับใบหน้าของคนตัวโต
“อื่อ”
คนที่เคยอยู่ในห้วงนิทราทำเสียงในลำคอ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยก่อนฝ่ามือใหญ่จะยกขึ้นกุมมือเล็กของร่างบางที่เอาโทรศัพท์มาแนบแก้มเขาเล่น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มรู้สึกตัวร่างบางจึงกดรับสายโทรศัพท์ให้ก่อนจะนำกลับไปแนบที่ใบหูของคนตัวโต ดวงตาคมเปิดขึ้นข้างหนึ่งก่อนจะกรอกน้ำเสียงงัวเงียลงไป
“ฮัลโหล”
หลังจากนั้นปลายสายก็ส่งเสียงตอบกลับมาให้ได้ยินแว่วๆแต่ลีทึกฟังไม่รู้เรื่อง.. คนตัวโตยกมือขึ้นถือโทรศัพท์เอง ก่อนจะรับคำอะไรบางอย่าง ร่างบางเห็นอีกฝ่ายเข้าโหมดทำงานจึงทำท่าจะลุกไปจากเตียง แต่แล้วเอวบางก็ถูกรวบไว้ซะก่อนพร้อมที่ร่างทั้งร่างถูกดึงให้นอนลงบนเตียงอย่างเดิม คนตัวโตที่เคยดูงัวเงียดูเหมือนว่าจะตื่นเต็มที่แล้ว เพราะว่าฝ่ายนั้นมีแรงดึงเขาลงไปนอนราบกับเตียงแถมยังตวัดตัวขึ้นทาบทับร่างบางไว้ทั้งตัวได้อย่างสวยงามในขณะที่มือก็ยังคงถือโทรศัพท์คุยงานอยู่แบบนั้น(ความสามารถเฉพาะหมีมีเมียสวยห้ามลอกเลียนแบบ^O^)
‘จะ ไป ไหน’
คนคุยงานขยับปากถามโดยไม่ออกเสียงกับร่างข้างใต้
‘ไปอาบน้ำ ทำข้าวเช้าให้คังอินสิ ลุกไปนะ ลีทึกหนัก’
อีกฝ่ายขยับปากตอบกลับมาโดยไร้เสียงเช่นกัน
‘อย่าเพิ่งเลย ยังเช้าอยู่เลยนะ’
‘เช้าอะไร จะเก้าโมงแล้ว ลีทึกต้องไปเปิดร้านด้วย’
‘เดี๋ยวคังอิน ไปช่วยเปิดก็ได้’
คนตัวโตก้มหน้าลงมากระซิบเบาๆข้างใบหูเล็กก่อนจะกดปลายจมูกกับแก้มนวล
‘ไม่ไปทำงาน หรือไง?’
ร่างบางยังคงพูดโดยไร้เสียงอยู่แบบนั้นเพราะกลัวจะไปรบกวนการคุยงานของอีกฝ่าย
‘การไปช่วยแฟนเปิดร้าน เป็นงานที่นักธุรกิจอันดับหนึ่ง ต้องทำเป็นอันดับแรกนะครับ’
คนตัวโตว่าอย่างงั้นก่อนจะใช้มือของตัวเองลูบผมร่างบางเล่น ดูเหมือนว่าคนที่คุยงานอยู่จะเลิกสนใจงานไปเสียแล้วแต่ถึงอย่างนั้นคนตัวโตก็ตอบรับปลายสายราวกับรู้เรื่องทุกอย่างดี ร่างบางทำหน้าหมั่นไส้คนที่นอนทับตัวเองอยู่ ทำเป็นรู้เรื่องงานเสียเต็มประดาแต่เขารู้ว่าอีกฝ่ายน่ะเลิกฟังที่เลขาตัวเองพูดไปนานแล้ว……
“คังอินลุกซะทีลีทึกจะไปอาบน้ำ”
เมื่อเห็นว่าคนตัวโตไม่มีทีท่าว่าจะคุยงานเสร็จสักทีร่างบางเลยพูดขึ้น คนที่คุยงานอยู่เลิกคิ้วก่อนจะเอานิ้วชี้ตัวเองจรดที่ริมฝีปากอิ่มของร่างบางคล้ายจะบอกว่าอย่าเสียงดังสิ
“ลุกก็ได้แต่ขอ morning kiss ก่อนนะ”
...ทีตัวเองน่ะพูดออกมาซะเสียงดังแถมไม่ยกโทรศัพท์ให้ห่างปากอีก ป่านนี้คุณเลขาได้ยินแล้วมั๊ง เมื่อคืนก็ทำแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้วนะคนบ้า...
ได้แต่ต่อว่าคนตัวโตอยู่ในใจเพราะไม่กล้าเสียงดังกลัวรบกวนการคุยงานของอีกฝ่าย และเพราะอยากจะลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเสียที ขืนยังไม่ยอมทำตามที่อีกฝ่ายขอวันนี้คงต้องนอนแช่อยู่บนเตียงไม่ได้ไปทำอะไรแน่ ร่างบางทำปากยื่นอยากหาอะไรมาต่อรองกับคนตัวโต แต่คนทำขนมอย่างเขาน่ะหรือจะมีปัญญาต่อรองกับนักธุรกิจอย่างคังอิน ยิ่งเห็นฝ่ายนั้นเอียงแก้มเข้ามาใกล้ๆก็ยิ่งไม่รู้ว่าจะหาทางออกให้ตัวเองยังไง ทำได้แค่เพียงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆกับใบหน้าหล่อคมนั้นอย่ายอมจำนน
ริมฝีปากได้รูปเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ อีกเพียงมิลเดียวปลายจมูกโด่งรั้นของร่างบางก็จะสัมผัสกับแก้มของเขา แต่ morning kiss น่ะเขาทำกันที่แก้มซะที่ไหนเล่า คนตัวโตสะบัดหน้ากลับมาอย่างรวดเร็วก่อนจะกดริมฝีปากได้รูปเข้ารับเรียวปากอิ่มของคนที่คิดจะหอมแก้มเขา ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจและคาดไม่ถึง คังอินเลิกคิ้วดวงตาคมพราวไปด้วยแววยิ้มขำก่อนจะยักคิ้วใส่ตากลมโตของอีกฝ่าย
เมื่อได้จุ๊บริมฝีปากอิ่มอย่างใจต้องการแล้วเขาก็ละริมฝีปากออกไป ร่างบางใบหน้าแดงซ่านที่โดนอีกฝ่ายแกล้งเอาอีกแล้ว ไม่รู้จะเอาคืนอย่างไรมือเรียวจึงยกขึ้นบิดที่ต้นแขนของอีกฝ่ายไปเสียหนึ่งที่ อย่างไรซะแค้นนี้ก็ต้องชำระแม้จะไม่ได้บิดแรงมาก แต่ก็ทำให้ต้นแขนของฝ่ายนั้นแดงขึ้นมาได้นิดหน่อย
“โอ๊ย!!”
...ถึงลีทึกจะไม่ได้บิดแรงอะไรแต่มันก็เจ็บนี่หน่า... คนตัวโตเลยร้องซะดังจนเสียงลอดเข้าไปในโทรศัพท์
“เป็นอะไรไปคะคุณคังอิน?”
เลขาส่วนตัวของเขาเอ่ยถามอย่างห่วงใย
“อ๋อเปล่า ว่าต่อไปสิ”
น้ำเสียงที่ตอบกลับไปเป็นการเป็นงานหากแต่คนตัวโตกลับทำหน้าตาทะเล้นซะจนคนที่โดนนอนทับอยู่อยากจะทุบสักตุบจริงๆ...
++++++++++++++++++++
มือเรียวสาละวนอยู่กับการจัดขนมเค้กเข้าตู้ กว่าจะได้มาเปิดร้านก็ปาเข้าไปเกือบสิบเอ็ดโมง น้องๆในร้านมายืนรอกันที่หน้าร้านเพราะเข้าร้านไม่ได้กันเป็นแถวๆ ความจริง...ทุกวันลีทึกจะเปิดร้านตั้งแต่สิบโมงด้วยซ้ำ แต่วันนี้กว่าจะรบกับพ่อนักธุรกิจใหญ่เสร็จก็ทำเอาสายไปเป็นชั่วโมง ดีนะที่คนเป็นนักธุรกิจเขาทำตามปรัญชาต้องช่วยแฟนเปิดร้านเป็นอันดับต้นๆของเขาก่อน ร้านก็เลยเรียบร้อยเร็ว นี่เจ้าตัวก็เพิ่งไปทำงานเห็นเลขาโทรตามสงสัยมีประชุม เป็นห่วงคนตัวโตอยู่เหมือนกันกลัวว่าจะซิ่งซะจนเกิดอุบัติเหตุ...
ในขณะที่ร่างบางกำลังวุ่นวายกับการจัดขนมหน้าร้านอยู่นั้น ประตูหน้าร้านก็เปิดออกพร้อมกับที่หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน
“พี่ลีทึกคะ ยูริมาช่วยตามสัญญาแล้วค่ะ”
หญิงสาวยิ้มมาแต่ไกล ก่อนจะเอาของไปวางและเดินมายืนข้างๆร่างบาง ลีทึกยิ้มตอบให้หญิงสาว
“ความจริง..น้องยูริไม่ต้องมาช่วยพี่ก็ได้นะครับ เหนื่อยเปล่าๆ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ยูริอยากทำเองนี่..จะได้รู้สึกผิดน้อยลง อีกอย่างยูริก็ไม่มีอะไรทำด้วย” หญิงสาวยิ้มให้ร่างบางอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มลงมือช่วยจัดขนมในตู้หน้าร้านอย่างคล่องแคล่ว
ทั้งสองช่วยกันจัดขนมจนเสร็จเรียบร้อย ตอนนี้..เริ่มมีลูกค้าทยอยเข้ามาในร้านบ้างแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นยูริก็รีบไปหาผ้ากันเปื้อนมาใส่แล้วช่วยเด็กในร้านรับแขก ร่างบางมองหญิงสาวก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดู .
...ยูริดูอยากจะช่วยเขาจริงๆ อย่างนี้เขาก็คงจะต้องรับความมีน้ำใจของเธอเอาไว้สินะ.. .
ยิ่งใกล้เที่ยงเข้าไปเท่าไหร่ลูกค้าก็ยิ่งเยอะขึ้นเท่านั้น ร่างบางวุ่นวายกับการอบขนมเค้กและก็คิดเงินเสียจนไม่มีเวลาแม้แต่จะพักกินน้ำด้วยซ้ำ แต่พอบ่ายกว่าๆลูกค้าก็เริ่มจะบางตาลงจนมีเวลาให้ได้พักบ้าง ทันทีที่ได้พักลีทึกก็กดโทรศัพท์ไปหาคังอินทันทีเพราะอยากจะถามอีกฝ่ายว่าทานข้าวเที่ยงหรือยัง
“ฮัลโหล ลีทึก”
รอสายแค่เพียงแป๊บเดียวคนที่เขาโทรหาก็กดรับสาย
“ทานข้าวหรือยังคังอิน?”
“ยังเลย...ยังเซ็นเอกสารไม่เสร็จ”
มือใหญ่หยุดการเซ็นเอกสารทันทีก่อนจะเอนหลังคุยโทรศัพท์กับปลายสายสบายๆ ยิ่งพอได้รับคำถามที่แสดงความห่วงใยแบบนั้นของอีกฝ่ายเขาก็รู้สึกหิวขึ้นมาตะหงิดๆ ...แต่..เขาไม่ได้หิวข้าวหรอกนะ...(?)
“มันจะบ่ายแล้วนะ ลงไปหาอะไรทานก่อนสิ”
เป็นประโยคที่คล้ายจะออกคำสั่ง หากเป็นคนอื่นพูดเขาคงคิดว่าเป็นใคร มีสิทธ์อะไรมาสั่งเขา แต่เพราะประโยคนี้ลีทึกเป็นคนพูดและพูดด้วยน้ำเสียงที่แสนจะห่วงใย ใครจะมองเป็นการออกคำสั่งเขาก็ไม่แคร์ ก็คำสั่งนี้มันน่าเอ็นดูดีนี่
“อืม…เดี๋ยวลงไปแล้ว ลีทึกล่ะทานข้าวหรือยัง?”
“เอ่อ…ยังเหมือนกัน วันนี้ลูกค้าเยอะมากเลย เพิ่งว่างน่ะ”
“ทำไมยังไม่ทานอีกล่ะ ไปหาอะไรมาทานเดี๋ยวนี้เลย”
“รู้แล้วเดี๋ยวทานแล้ว ว่าแต่..คังอินประชุมเสร็จแล้วเหรอ?”
“ยังหรอก เลื่อนน่ะทำไมเหรอ?”
“เปล่า…..”
...จะให้บอกออกไปได้ยังไงว่าอยากให้มาหาที่ร้าน ก็ทุกวันคังอินต้องมาให้เจอหน้าสักครั้งนี่ อย่างน้อยตอนกลางวันก็ต้องมาทานข้าวที่นี่ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ประชุมก็คงมาไม่ได้สินะ...
เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหาว่าเขาเอาแต่ใจ และคนตัวโตก็คงไม่ขับรถมาหาเขาหรอกเลยบอกไปว่าไม่มีอะไร
“ทำไม..อยากเจอคังอินหรือไง?”
“เปล่าซะหน่อย ก็แค่ถามดู..”
...รู้สึกว่าการคาดเดาของอีกฝ่ายนี่จะแม่นขึ้นทุกวันเลยแฮะ....
“ว้า......อุตส่าห์นึกว่าอยากเจอเรา” คนตัวโตทำน้ำเสียงน้อยใจนิดๆ และก่อนที่เขาจะน้อยใจไปมากกว่านี้ร่างบางก็พูดประโยคที่ทำให้ความน้อยใจมลายหายไปสิ้น
“ถ้าบอกว่าอยากเจอ คังอินจะมาหรือเปล่าล่ะ”
แม้เสียงของปลายสายจะเบามากๆแต่มันก็เด่นชัดเหลือเกินในความรู้สึก ถ้าไม่ติดว่ามีประชุมตอนบ่ายเขาจะรีบขับ
รถไปหาร่างบางให้รู้แล้วรู้รอด
ไม่รู้ว่าอะไรทำให้พูดแบบนั้นออกไป แต่ประโยคนั้นนับเป็นประโยคแรกที่ตรงกับใจของตัวเองมากที่สุด ไม่รู้ว่าคังอินจะว่าเขาบ้าหรือเปล่า แต่เขาก็แค่อยากเจอคนตัวโตมากๆเท่านั้น ยอมรับว่าการที่ไม่มีอีกฝ่ายทานข้าวกลางวันด้วยกัน ไม่ว่าอาหารชนิดนั้นเขาจะชอบทานแค่ไหนแต่ดูเหมือนรสชาติมันจะไม่ดีเอาเสียเลย เพราะทุกวันต้องมีคนตัวโตทานข้าวด้วยกัน นั่นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้...
“รู้ไหม...ยิ่งพูดแบบนี้น่ะ คังอินก็ยิ่งอยากโดดประชุมนะ”
ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนที่เขาเอ่ยออกไปทุกอย่าง เมื่อก่อนเขาจะไม่มีทางทิ้งงานไปหาใคร แต่เดี๋ยวนี้ดูเหมือน
ผลประโยชน์มากมายก็จะไม่สามารถรั้งเขาไว้ได้ มันน่าแปลก...กับแค่เพียงคำพูดอ้อนๆจากอีกฝ่ายประโยคเดียว ก็ดูเหมือนเขาเต็มใจจะทิ้งทุกอย่างไปหา ...ที่ฮีซอลพูดเอาไว้ว่า ลึทึกมีอิทธิพลกับเขามากนี่ท่าจะจริง...
ยูริมองร่างบางที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่หลังเคาท์เตอร์คิดเงินด้วยดวงตาที่รังเกียจ ..รังเกียจที่ผู้ชายคนนั้นโทรไปหาพี่คังอินทันทีที่ทำงานเสร็จ รังเกียจที่โทรศัพท์จากมันถูกรับอย่างรวดเร็ว รังเกียจที่มันออดอ้อนให้พี่คังอินมาหาได้อย่างหน้าไม่อาย...
ขาเรียวก้าวไปยังร่างที่ยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์ก่อนจะหยุดจ้องมองอีกฝ่ายที่ยังคงอยู่ในโลกส่วนตัว
“อ้อนเก่งจริงนะคะพี่ลีทึก..”
ร่างบางที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่สะดุ้ง เมื่อจู่ๆก็มีเสียงเครียดๆดังขึ้นจากหน้าเคาท์เตอร์ พอเงยหน้ามองก็พบกับยูริที่ยืนจ้องหน้าเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ว่าไงนะครับน้องยูริ?”
เพราะไม่แน่ใจในความหมายของคำพูดอีกฝ่ายจึงเอ่ยถามย้ำให้แน่ใจ หญิงสาวเอียงคอก่อนที่ดวงตาแข็งกร้าวจะแปรเปลี่ยนเป็นดวงตาที่ไร้เดียงสาเช่นเคย
“ยูริบอกว่าพี่ลีทึกเนี่ย..อ้อนเก่งจังเลยค่ะ น่ารักดี~ อ้อนพี่คังอินแบบนี้บ่อยๆเหรอคะ?”
“เอ่อ…….”
ไม่รู้ว่าจะตอบหญิงสาวออกไปอย่างไรดี แม้อีกฝ่ายจะใช้คำพูดธรรมดาแต่ทำไมเขารู้สึกเหมือนกับโดนต่อว่ายังไงก็ไม่รู้...
“พี่ลีทึกอ้อนเก่งแบบนี้ ไม่น่าพี่คังอินถึงรักหนักหนา เอาไว้วันหลังสอนยูริบ้างสิคะ ยูริก็อยากอ้อนผู้ชายเก่งๆแบบพี่บ้าง เผื่อว่าแฟนยูริจะได้รักยูริมากๆน่ะค่ะ”
หญิงสาวยังคงพูดต่อไปด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสา และร่างบางก็ไม่ใจร้ายพอจะติดใจสงสัยอะไรกับใบหน้าไร้เดียงสานั้น หากแต่คนตัวโตปลายสายที่พอได้ยินเสียงของหญิงสาวเล็ดลอดเข้ามาในโทรศัพท์ คิ้วเข้มก็เริ่มขมวดมุ่น นึกว่าจะไม่มายุ่งกับร่างบางแล้วเชียวนะ แต่นี่เล่นประชิดถึงตัวเลยเหรอ
“เสียงใครน่ะลีทึก?”
แม้จะรู้ว่าเป็นเสียงใครแต่เขาก็อยากให้คำตอบจากร่างบางเป็นอย่างอื่น
“เอ่อ….เสียงยูริน่ะ”
“เขามาทำอะไรที่นี่?”
“ก็น้องเขาบอกจะมาช่วยไง ตอนนี้น้องเขาก็เลยมาช่วยอยู่ที่ร้าน”
“ให้เขามาช่วยได้ยังไง ไล่เขากลับบ้านไปซะ”
“ทำไมล่ะ?”
ร่างบางงงไปหมดแล้ว งงทั้งคำพูดที่ราวกับจะจิกกัดของยูริ และงงที่อยู่ๆคนตัวโตก็ออกคำสั่งที่เขาไม่เข้าใจ
“ไม่ต้องถามว่าทำไม แต่ไล่เขากลับไปซะ!”
ปลายสายยิ่งออกคำสั่งกับเขาหนักขึ้น
“ทำไมล่ะ? ลีทึกไม่เข้าใจเลยคังอิน.. บอกเหตุผลมาก่อนสิว่าทำไมให้ไล่น้องเขากลับ”
“อย่าเพิ่งถามเหตุผลได้ไหม เอาเถอะ...ถ้าไม่ไล่เขากลับก็โทรไปบอกฮีซอลให้มาที่ร้าน เดี๋ยวคังอินไปหา”
คิ้วเรียวขมวดมุ่นไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายต้องให้ทำแบบนั้น ...ให้ไล่น้องยูริกลับทำไม แล้วทำไมต้องเสียงดังใส่เขาด้วย และความไม่เข้าใจเหล่านั้นก็กลายเป็นความน้อยใจ ทำไมต้องให้โทรตามฮีซอล...อยากเจอเหรอ ถ้าอยากเจอฮีซอลทำไมไม่โทรไปเองล่ะ...
“ลีทึกไม่รู้หรอกนะว่าคังอินจะให้ลีทึกไล่น้องเขากลับทำไม แต่ลีทึกขอไม่ทำตาม…แล้วถ้าหากคังอินอยากเจอฮีซอล ก็โทรไปหาเอาเองลีทึกไม่ว่าง ลูกค้าเข้าร้านแล้วแค่นี้นะ”
มือเรียวกดตัดสาย แม้จะรู้ว่ามันเป็นการกระทำที่แย่แต่เขาไม่เข้าใจคนตัวโตสักนิด มีอะไรปิดบังเขาไว้หรือไง ทำไมต้องเรียกฮีซอลมา ทำไม...มันเกี่ยวอะไรกับฮีซอล ความน้อยใจแล่นขึ้นมาในอก
...บอกกับฮีซอลได้ แต่บอกกับเขาไม่ได้สินะ...
ดวงตากลมโตเอ่อไปด้วยน้ำตา และนั่นมันก็มากพอให้คนที่นั่งยิ้มอย่างสะใจเมื่อเห็นคนทั้งคู่ทะเลาะกันสังเกตเห็น ไม่ได้แค่สังเกตเห็นว่าทะเลาะกันอย่างไร แต่สังเกตเห็นถึงรอยร้าวรอยเล็กๆที่พอจะใช้เป็นประโยชน์ได้...
“ทะเลาะกับพี่คังอินเหรอคะ แฟนกันก็แบบนี้แหละ พี่ลีทึกอย่าคิดมากเลยนะคะ”
หญิงสาวเอื้อมไปดึงมือเรียวของร่างบางมากุมไว้ ก่อนจะบีบเบาๆราวกับให้กำลังใจ
“ขอบคุณมากครับน้องยูริ ขอบคุณจริงๆ...”
ลีทึกเอ่ยขอบคุณหญิงสาวด้วยใจ ขอบคุณที่ปลอบประโลมความน้อยใจบ้าๆ ความไม่เชื่อใจในตัวคังอินและฮีซอลที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง ...บอกแล้วว่าอย่าคิดอะไรเกินคำว่าเพื่อน... เพราะพอคิดเกินเลยกับคนตัวโตความหึงหวงที่ไม่เคยรุนแรงแบบนี้ก็จะเกิดขึ้น... ป่านนี้คังอินคงจะโกรธแล้วก็เกลียดกับการกระทำของเขาแล้ว ก็เล่นไปวางโทรศัพท์ใส่แบบนั้นนี่...
“พี่คังอินเนี่ยนิสัยไม่ดีเลยนะคะ รู้ว่าพี่ลีทึกโกรธแต่ก็ยังไม่โทรมาง้อ เขาเป็นแบบนี้มานานแล้วล่ะค่ะ เขาไม่ชอบง้อใคร เผลอๆตอนนี้พี่เขาอาจจะโทรไปปรับทุกข์กับพี่ฮีซอลอยู่ก็เป็นได้...”
ใบหน้าสวยหวานเงยขึ้นสบตาของหญิงสาวก่อนจะเห็นแววเห็นอกเห็นใจในดวงตานั้น ดวงตากลมโตไหวระริก มันอาจจะจริงตามที่ยูริพูดก็ได้ ...ป่านนี้คังอินคงโทรไประบายความนิสัยเสียของเขาให้ฮีซอลฟังแล้ว และก็อาจจะชวนกันออกไปข้างนอก บางทีคุยกับฮีซอลอาจจะดีกว่าคุยกับเขา...
ดวงตาโตยิ่งเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ไม่อยากให้น้ำตาไหลออกมาเลยจึงต้องก้มหน้าลง ทันทีที่ร่างบางก้มหน้าลง รอยยิ้มเหยียดก็ปรากฏบนใบหน้าของยูริ ...ยิ่งเพิ่มเชื้อฝืนลงไปเท่าไหร่ รอยร้าวก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น...
คนตัวโตแทบจะปาโทรศัพท์ทิ้ง เมื่อร่างบางวางสายเขาไป ไม่ได้โกรธอีกฝ่ายเลย โกรธตัวเองที่ทำลีทึกอารมณ์เสียต่างหาก ฟังดูจากประโยคสุดท้ายก่อนที่ร่างบางจะวางสาย ฝ่ายนั้นคงจะเข้าใจอะไรเขาผิดเป็นแน่ ทำไมเขาถึงได้งี่เง่าขนาดนี้ ...บริหารคนเป็นร้อยทำได้ ทำให้เมียไม่น้อยใจทำไม่ได้หรือไงวะ!... ก็น่าจะรู้ว่าร่างบางเป็นคนคิดมาก ไปเสียงดังใส่แบบนั้นคงร้องไห้อยู่แน่ๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ายูริจะพูดอะไรทำอะไรกับร่างบางบ้าง นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกร้อนใจได้มากขนาดนี้
ยูริเหยียดยิ้มอย่างสะใจ รู้สึกดีใจเป็นที่สุดในรอบหลายเดือนมานี้ ที่ดีใจ...ก็เพราะว่าได้เห็นผู้ชายที่แย่งคนของเธอไปเจ็บปวด
...แกเองก็คงไม่ได้สำคัญอะไรกับเขานักหรอก แค่แกวางโทรศัพท์ใส่เขา เขาก็ไม่สนใจจะโทรมาง้อแก แกมันก็ไม่ได้ต่างจากฉันนักและยังอยากจะเป็นเบอร์หนึ่งของเขา เหอะ...เขาน่ะไม่ได้ยกตำแหน่งเบอร์หนึ่งให้ใครง่ายๆ หรือถึงจะยกให้ตำแหน่งนั้นมันก็ต้องเป็นของฉัน...
หากอยู่ข้างนอกหรือลับหลังร่างบางที่นั่งฟุบหน้าร้องไห้กับเคาท์เตอร์อยู่นี่ เธอคงจะหัวเราะเสียงดังๆไปแล้ว แต่ตอนนี้เธอขอทำตัวเป็นน้องสาวที่ดีให้คนโง่ตายใจไปก่อนแล้วกัน
“พี่ลีทึกอย่าร้องไห้สิคะ พี่คังอินอาจจะกำลังโมโหอยู่เลยไม่โทรกลับมาง้อ หรือไม่ก็คงปรับทุกข์กับพี่ฮีซอลอยู่เรื่องพี่ลีทึกเลยไม่ว่างโทรมานะ พี่ทำใจให้สบายก่อนนะคะ”
ยิ่งได้ยินคำพูดของหญิงสาวมากเท่าไหร่ ร่างบางก็ยิ่งคิดตามมากเท่านั้น นั่นสิ...ป่านนี้คังอินอาจจะกำลังคุยกับฮีซอล คุยกับฮีซอลอาจจะดีกว่าคุยกับเขาก็ได้ เพราะฮีซอลคงไม่นิสัยเสียวางโทรศัพท์ใส่คนตัวโตแบบเขา... และเพราะความไม่เชื่อมั่น ยิ่งยูริพูดอะไรมากเท่าไหร่ ร่างบางก็ยิ่งคิดตามมากเท่านั้น...
ถ้าฮีซอลเป็นคนได้รับตำแหน่งแฟนของคังอินก็คงไม่ทำตัวแย่ๆแบบเขาหรอก.. ฮีซอลกับคังอินสมกันจะตาย คุยกันก็ได้ทุกเรื่อง ...ตอนแรกคนที่โดนขอร้องให้เป็นแฟนหลอกๆของคนตัวโตก็คือฮีซอลนี่นา.. เขาแค่ได้รับผลพลอยได้เท่านั้นเอง แล้วยังมีหน้าไปหึงหวงคนตัวโตอีก เขานี่มันช่างน่าสมเพชเหลือเกิน...
ยิ่งคิดก็ดูเหมือนว่าในอกจะเจ็บเหลือเกิน ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเจ็บได้ขนาดนี้ หากเรื่องที่เขาคิดมันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาจะทำยังไง ถ้าฮีซอลกับคังอินรักกันจริงๆเขาจะทำยังไง นี่เป็นครั้งแรกที่รับรู้ถึงความเห็นแก่ตัวของตัวเอง อยากครอบครอง อยากได้ อยากเป็นที่หนึ่ง คิดแล้วก็รังเกียจตัวเอง...
ยูริยกมือขึ้นลูบเรือนผมร่างบางเบาๆคล้ายจะปลอบโยนให้คนร่ำไห้ถอนสะอื้น หากแต่ในความรู้สึกเธอกลับอยากจะกระชากเส้นผมของผู้ชายคนนี้ขึ้นมาพร้อมกับตะโกนใส่หน้าอีกฝ่ายว่า แกไม่คู่ควรกับพี่คังอินสักนิดเดียว เพราะเขาเป็นของฉัน…
++++++++++++++++++++
...เหมือนเวลาจะผ่านไปอย่างเชื่อช้าเสียเหลือเกิน ความเจ็บปวดทำให้เวลาเดินช้าลงหรือเปล่านะ ทำไมห้านาทีมันนานเหมือนห้าปี แค่นี้ฉันก็เจ็บปวดเหลือเกินแล้วคังอิน...
ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะร้องไห้ได้มากมายขนาดนี้ บอกกับคนอื่นไม่ใช่เหรอว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับคนตัวโต ...ก็แค่เพื่อนกัน แล้วมันตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ปราการความเป็นเพื่อนที่ฉันพยายามจะสร้างขึ้นมันทลายลง ไม่เหลืออะไรอีกแล้วสินะหากนายละมือจากฉันไป หากอ้อมกอดนั้นไม่ได้เป็นของฉันอีกเช่นเคยฉันจะทำยังไงดี…
เสียงในหัวใจของร่างบางร่ำร้องอยู่แบบนั้น ไม่เคยทรมานอะไรแบบนี้มาก่อนเลย หากคังอินกับฮีซอลรักกันเขาคงทำได้แค่ยิ้มและอวยพรในความรักของทั้งสองคน
ในขณะที่ร่างบางกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดประตูร้านก็เปิดออก ร่างเพรียวของฮีซอลก้าวเข้ามาในร้าน ใบหน้าสวยยุ่งนิดๆก่อนจะเดินตรงมาที่เคาท์เตอร์
“พี่ลีทึกคะพี่ฮีซอลมาแล้วค่ะ สงสัยพี่คังอินจะโทรไปบอกให้พี่ฮีซอลมาเคลียร์น่ะคะ”
หญิงสาวจงใจจะเน้นบางคำให้คิดมากเล่นร่างบางเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตา ก่อนจะมองไปยังคนที่เพิ่งเข้ามาในร้าน
“ลีทึก แกร้องไห้ทำไม?” ร่างเพรียวเอ่ยถามเพื่อนก่อนจะปราดเข้าไปหา แล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้อย่างเป็นห่วงเป็นใย
“ไม่มีอะไรหรอกฮีซอล...”
เบี่ยงหน้าหลบมือเพื่อน ไม่ใช่โกรธ ไม่ใช่รังเกียจ แต่เขายังให้ฮีซอลทำหน้าที่เพื่อนสนิทตอนนี้ไม่ได้ รู้ว่ามันผิดกับฮีซอลแต่เขาก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความรู้สึกเหมือนคนทั่วๆไป...
“แกเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย?”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ทานอะไรมาหรือยัง เดี๋ยวจะสั่งเด็กๆยกเค้กมาให้นะ”
ยิ้มให้เพื่อนเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดระแวงที่เกิดขึ้นในใจ ก่อนจะลุกจากเคาท์เตอร์เพื่อเข้าไปยังห้องอบขนมด้านใน
ฮีซอลหรี่ตาลงมันต้องเกิดเรื่องอะไรกับเพื่อนเขาแน่ ยิ่งเห็นรอยยิ้มแปลกๆจากยูริก็ยิ่งสงสัย ยัยเด็กนี่คงไปพูดอะไรเป่าหูเพื่อนเขาล่ะสิ ...ร้ายนักนะ รู้งี้เขาน่าจะมาหาลีทึกตั้งแต่เช้า พอไม่อยู่เข้าหน่อยเลยเป็นการเปิดช่องว่างให้เด็กนี่สบายเลย...
ความจริง...ก่อนจะมาที่นี่ก็ได้ฟังเรื่องราวจากคังอินมันมาคร่าวๆ เขาเองก็รีบมาที่สุดแล้วแต่ดูเหมือนจะไม่ทันการ จากที่ได้ฟังเพื่อนตัวโตเล่ามาดูเหมือนว่าเพื่อนร่างบางของเขาจะหึงเขากับแฟนมัน อย่าบอกนะว่ายัยผู้หญิงนี่สังเกตเห็นและคงใส่ไฟสนุกไปแล้ว ...มันคงจะใช่แหละ เพราะลีทึกไม่ยิ้มให้เขาเลยนี่นา...
ด้วยความร้อนใจคนร่างเพรียวจึงเดินตามเจ้าของร้านเข้าไปยังห้องอบขนม
“ฉันช่วยไหมลีทึก?”
“ไม่ต้องหรอก...ไปนั่งข้างนอกเถอะมาเหนื่อยๆ ไปรอก่อนนะเดี๋ยวเอาขนมออกไปให้” เอ่ยออกไปโดยไม่มองหน้าเพื่อนร่างเพรียวด้วยซ้ำ ฮีซอลถอนหายใจเขาคงมาช้าเกินไปผู้หญิงนั่นคงเป่าหูอะไรเพื่อนเขาไปเรียบร้อยแล้วแน่ๆ
คนหวังดีถอยออกจากห้องไปด้วยความหวังที่ว่าความเป็นเพื่อนจะช่วยให้ร่างบางคิดอะไรได้บ้าง ใจนึงก็อยากจะพูดให้เคลียร์ แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเพื่อนจะเชื่อมั่นใจตัวเขาแค่ไหน...
เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทของเป้าหมายเดินออกมาจากห้องอบขนม รอยยิ้มชั่วร้ายก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยูริ ดูเหมือนแผนการนี้ของเธอจะสำเร็จ และเธอก็จะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปแน่ ยูริเดินเข้าไปในห้องอบขนมบ้าง เห็นลีทึกกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ เธอยิ้ม...ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆร่างบาง
“คิดอะไรอยู่เหรอคะพี่ลีทึก? อย่าคิดมากเลย เดี๋ยวไม่สวยนะ เอ้อ..เมื่อกี้ยูริเห็นพี่ฮีซอลโทรหาพี่คังอินด้วยค่ะสงสัยโทรคุยกันแน่ๆ”
“เหรอครับ มีใครเอาน้ำกับขนมไปให้ฮีซอลหรือยังครับ?”
ร่างบางหันมายิ้มให้กับหญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่อยากมองหน้าฮีซอล แต่เขาก็ยังห่วงเพื่อนอยู่ดี การกระทำนั้นเป็นการเรียกความหมั่นไส้ให้เกิดขึ้นกับยูริมากเข้าไปอีก
“พี่ลีทึกใจดีจังเลยค่ะ ถ้าเป็นยูรินะยูริจะตัดเพื่อนแล้วค่ะ มายุ่งกับแฟนยูริ เอ่อ…ยูริขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ?”
“อะไรเหรอครับ?”
“พี่ลีทึกไม่โกรธ ไม่เกลียดพี่คังอินกับพี่ฮีซอลเหรอคะ ที่พวกเขาแอบคบกัน ทำเหมือนพี่เป็นคนโง่แบบนี้ ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ชัดเจนแต่ยูริว่าสองคนนั้นเกินเลยกันแน่ๆ ความจริงยูริก็แอบเห็นหลายทีแล้วนะคะแต่ไม่ได้บอกให้พี่ลีทึกฟังกลัวพี่คิดมากน่ะค่ะ” หญิงสาวทำน้ำเสียงให้ดูเหมือนไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนั้นจริงๆ
ร่างบางหันมายิ้มให้ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ความจริงเขาเจ็บมากเลย แต่เมื่อกี้ได้นั่งคิดอะไรคนเดียวเงียบๆ สติก็เริ่มกลับมา...
“พี่เจ็บมากเลยครับน้องยูริ แต่พี่มาคิดดูแล้ว...มันไม่ใช่ความผิดของทั้งคังอินและก็ฮีซอล หากเขาสองคนจะรักกันพี่ก็คงห้ามไม่ได้ พี่คงทำได้แค่อวยพรและจะยังคงเป็นเพื่อนที่ดีของทั้งสองคนต่อไป”
แค่ได้ฟังหญิงสาวก็อยากจะอ้วกออกมาแล้ว แต่เธอก็ต้องแกล้งตีหน้าเป็นคนดี
“พี่จะไม่โกรธเลยเหรอคะ?”
“ไม่หรอกครับ ตอนเรียนมหาลัย พี่ได้รับความรักจากคังอินมากๆแม้จะในฐานะเพื่อนแต่พี่ก็ดีใจ พี่จะเก็บความพิเศษนั้นไว้ในใจพี่เสมอ ไม่มีเหตุผลที่เราต้องโกรธถ้าคนที่เรารัก เขาไปมีความสุข”
...นั่นสิขอแค่คังอินมีความสุข แม้ที่ว่างข้างๆตัวอีกฝ่ายจะไม่ใช่ของเขาก็ไม่เป็นไร...
“แต่พี่ค่ะ...”
“หุบปากของหล่อนซะทีเถอะ!!”
เสียงแหลมตวาดมาจากทางประตูห้องทำให้คนสองคนหันไปมองทางต้นเสียงแทบจะพร้อมกัน ร่างเพรียวของฮีซอลยืนกอดอกพิงขอบประตูฟังบทสนทนาของคนทั้งสองอยู่
“ฮีซอล”
ลีทึกเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนแผ่วเบา ร่างเพรียวลดแขนลงก่อนจะเดินเข้ามาหาทั้งสองคนในห้อง
“ขอบใจแกมากนะลีทึกที่คิดจะยกสามีให้ฉัน แต่ฉันเองคงรับไว้ไม่ได้หรอก ถ้าแกเข้าใจอะไรผิดอยู่ก็ขอให้แกรู้ไว้ด้วยว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ที่ไอ้คังอินมันบอกให้แกโทรหาฉันเพราะว่ามันเป็นห่วงแก... กลัวแกจะอยู่ร้านคนเดียวไม่ได้แกเพิ่งได้แผลมาไม่ใช่เหรอ... แล้วก็กลัวใครบางคนจะทำร้ายแก...”
ร่างเพรียวปรายตาไปมองหญิงสาวที่นั่งจ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ...คงแค้นมากล่ะสิที่แผนการไม่สำเร็จ...
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าใครเป่าหูอะไรแก แต่ฉันไม่เคยคิดจะแย่งของๆเพื่อน และฉันไม่เคยคิดจะทรยศแก ขอบคุณที่แกจะยินดีกับฉันหากฉันคบกับไอ้คังอิน แต่ขอให้รู้ไว้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้... อยากให้แกเชื่อมั่นในตัวไอ้คังอินมันนะ มันรักแก...แกเป็นทุกอย่างของมัน”
...ที่ฉันพูดได้ก็เพราะว่าฉันค่อนข้างมั่นใจ แม้วันนี้มันจะยังไม่บอกแกก็เถอะ แต่ฉันเชื่อลางสังหรณ์นี้ต้องแม่นยำ...
“ฮีซอลฉัน….”
รู้สึกผิดที่ไม่เชื่อใจเพื่อน ยิ่งได้ยินทุกคำพูดจากปากของเพื่อนหนักแน่น ว่าจะไม่หักหลัง ว่าจะไม่ทรยศ ร่างบางก็ยิ่งรู้สึกผิด
“แกไม่ต้องคิดมากหรอกโดนเป่าหูก็ต้องเขวเป็นธรรมดา อีกอย่างฉันก็เข้าใจ...สามีแกมันเสน่ห์แรงจะหึงจะหวงมันก็เป็นธรรมดาแต่กับฉันแกเชื่อได้เลยว่าไม่มีทาง...” ร่างเพรียวใช้สองมือบีบไหล่ร่างบาง
“ขอโทษนะฮีซอล ที่คิดกับนายแบบนั้น...”
“ไม่เป็นไร คนหน้าตาดีก็อย่างงี้แหละ แกเข้าใจฉันก็ดีแล้ว แกต้องเชื่อฉันมากกว่าคนที่เพิ่งมาใหม่นะรู้ไหม แล้วฉันก็อยากให้แกคืนดีกับไอ้คังอินมันด้วยนะ แกรู้ไหมมันโทรไปปลุกฉันให้มาหาแก มันบอกว่าถ้าฉันไม่มามันจะยกเลิกการประชุม ฉันก็เลยต้องรีบมาเนี่ย”
“เขาจะยกเลิกประชุมเหรอ? ทำไงดีล่ะฮีซอล วันนี้เขาประชุมสำคัญซะด้วย!”
ร่างบางรู้สึกร้อนรนไปหมด เพราะเขา...เพราะความคิดบ้าๆ ความคิดไปเองของตัวเขา ทำให้ทุกคนเดือดร้อนไปหมด ในขณะที่ร่างบางกำลังร้อนรนประตูห้องอบขนมก็เปิดออกพร้อมกับร่างของคนที่บอกว่าจะโดดประชุมปรากฏขึ้น
“คังอิน”
ลีทึกเอ่ยเสียงแผ่ว ไม่บอกก็รู้ว่าอีกฝ่ายรีบมาเพียงใด ดูเอาจากเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มใบหน้าของฝ่ายนั้นแล้วกัน
“ลีทึก คังอินขอโทษที่เสียงดังใส่...”
ร่างบางเดินตรงเข้าไปหาคนตัวโต เรียวแขนยื่นออกไปก่อนจะโน้มคออีกฝ่ายลงมากอดเอาไว้ อยากจะขอโทษในความงี่เง่าของตัวเอง อยากจะให้อีกฝ่ายลงโทษเขาให้สาสมกับความงี่เง่าในสมอง ลำแขนแกร่งรั้งเอวบางเข้าไปกอด ใบหน้าหล่อคมระบายไปด้วยรอยยิ้ม แค่เพียงร่างบางไม่โกรธเขา เขาก็พอใจแล้ว
ฮีซอลยืนมองเพื่อนทั้งสองกอดกันและกันด้วยรอยยิ้ม นั่นสินะ...ระหว่างแกสองคนแค่เพียงได้โอบกอดกันมันก็คงมากพอกว่าการใช้คำพูดใดๆ...
ภาพตรงหน้าอาจจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของคนสองคน หากแต่ในมุมมองของยูริแล้วเธออยากจะขยี้ความรักนั้นให้แหลก... แหลกเหมือนที่หัวใจของเธอกำลังเป็น หญิงสาวสะบัดหน้าก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ร่างเพรียวปรายตามองตามร่างนั้นก่อนจะก้าวตามออกไป
“จะรีบไปไหนล่ะ ละครรักสุดโรแมนซ์ยังไม่จบเลยนะ”
ฮีซอลเดินมาขวางหน้ายูริไว้
“ความจริง...แผนใส่ไฟของเธอเนี่ยก็ยอดเยี่ยมเลยนะ เกือบแล้ว...เกือบทำสำเร็จ เพื่อนฉันเกือบตกหลุมเธอและอีกนิดเดียวเอง แต่ฉันอยากจะบอกอะไรเธอไว้อย่างนะ ตราบใดที่ฉันยังอยู่เป็นเพื่อนลีทึกมัน ก็อย่าหวังว่าเส้นทางนางร้ายของเธอจะราบรื่น...”
ร่างเพรียวมองหน้าหญิงสาว ทั้งสองต่อสายตากันก่อนที่ยูริจะเป็นคนสะบัดหน้าและเดินหนีออกจากร้านไป…
“คังอิน ลีทึกขอโทษ ขอโทษที่งี่เง่า ขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่คังอิน”
“ชู่ว์... ไม่เอาน่ะไม่ต้องพูดแล้ว คังอินต่างหากที่เสียงดังใส่ลีทึก ขอโทษนะครับไม่โกรธนะ แล้วก็เรื่องฮีซอล...คังอินไม่ได้คิดอะไรกับฮีซอล ไม่มีวันคิด...เพราะอะไร สักวันลีทึกจะเข้าใจ....”
คนตัวโตและร่างบางสวมกอดกันอีกครั้ง ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าแต่ดูเหมือนอ้อมกอดของกันและกันอบอุ่นขึ้นยังไงไม่รู้ ลีทึกถอนหายใจ ปล่อยตัวไปกับแรงโยกของคนตัวโต ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไงเขาก็จะไม่หลอกความรู้สึกของตัวเองอีกต่อไป เหตุการณ์ในวันนี้พิสูจน์แล้วว่า เขาคิดกับเจ้าของอ้อมกอดอบอุ่นนี้มากกว่าเพื่อน และเขาจะไม่หลอกตัวเองอีกแล้วว่า เขาไม่ได้รักคังอิน…
++++++++++++++++++++
เสียงดนตรีดังเป็นจังหวะช้าๆ เข้ากับแสงไฟสลัวของผับชื่อดังแห่งหนึ่ง มือเรียวยกแก้วแอลกอฮอล์ขึ้นจรดริมฝีปากที่แต่งแต้มไปด้วยลิปสติกสีแดงสด แก้วเหล้าถูกวางลงที่เดิม นัยน์ตาที่เคยใสไร้เดียงสา บัดนี้ไร้ซึ่งความอ่อนโยน มันมีแต่ความเคียดแค้นและชิงชัง
มือเรียวกำแก้วเหล้าแน่นแน่เสียจนแก้วในมือสั่นไปตามแรงที่เกร็งลงไปที่มือนั้น และเพราะทุ่มแรงทั้งหมดที่มีบวกกับแรงที่เกิดจากความเคียดแค้นแก้วเหล้าใบบางๆก็แตกคามือเรียวสวย คมของแก้วบาดมือเรียวที่ไม่เคยต้องทำงานหนัก เลือดสีแดงฉานไหลริน หากแต่เจ้าของมือกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด เพราะความเจ็บปวดจากคมแก้วคงเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจ
...ทำไมเธอถึงต้องแพ้มัน ทำไมจาง ยูริ คนนี้ ถึงต้องแพ้ผู้ชายไม่ได้เรื่องอย่างนั้น ฉันทำอะไรผิดหรือพี่คังอิน พี่ถึงกลับมารักฉันไม่ได้ มือเรียวยังคงกำเศษแก้วไว้ในมือและกำแน่นเข้าจนมันบาดมือไปหมด และคงจะบาดลึกไปกว่านี้แน่หากไม่มีฝ่ามือหนึ่งเลื่อนมาแกะเศษแก้วออกไป...
“กลับบ้านเถอะพี่ยูริ”
เสียงทุ้มเอ่ยก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ขึ้นมาซับเลือดที่มือเรียวให้
“แกอย่ามายุ่งกับฉันนะ!”
หญิงสาวสะบัดมือออกไม่ยอมให้อีกฝ่ายเช็ดเลือดให้
“พี่เมามากแล้วนะพี่”
“ฉันไม่ได้เมา แกอย่ามายุ่งกับฉัน!!”
เด็กหนุ่มพยายามรวบตัวหญิงสาวที่ดิ้นเอาไว้ให้อยู่เฉย แต่ยิ่งพยายามทำให้เธอหยุดดิ้นเธอก็ยิ่งดิ้นหนักกว่าเดิม ยูริดิ้นไปพร้อมกับกรีดร้องราวกับคนเสียสติ
“พี่อย่าดิ้นสิ กลับบ้านเราเถอะ”
“ไม่!!! ปล่อยฉัน แกไม่รู้หรอกว่ามันเจ็บแค่ไหน ฉันเจ็บแกรู้ไหม ฉันจะทำยังไงให้เขากลับมาเป็นของฉัน ทำยังไงให้มันเลิกกัน”
“ไม่เอาน่าพี่ พี่เมามากแล้ว เรากลับบ้านเถอะนะ..”
เด็กหนุ่มอ้อนวอน เขาไม่เคยเห็นหญิงสาวเป็นแบบนี้เลย ไม่เคยสักครั้งที่คนที่ดีพร้อมทุกอย่าง อย่างพี่ยูริจะตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ใครกันที่ทำให้พี่เป็นแบบนี้ไปได้...?
ยูริดิ้นจนหมดแรง เธอร้องอย่างไม่อายใคร ไม่สนใจด้วยว่าจะมีนักข่าวอยู่ที่นี่ไหม หญิงสาวทิ้งตัวลงกับพื้นก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่แคร์สายตาใคร แขนเรียวยกขึ้นโอบกอดรอบลำคอเด็กหนุ่ม
“พี่จะทำยังไงดี พี่จะทำยังไงถึงจะทำให้เขาเจ็บเหมือนที่เขาทำกับพี่ บอกพี่สิว่าพี่จะทำยังไง..”
เธอพร่ำเพ้อและถามคำถามเดิมๆราวกับคนเสียสติ
“ผมไม่รู้ครับพี่ แต่ผมจะอยู่ข้างพี่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม..”
“จริงนะ! ถ้างั้นแกจะช่วยพี่แก้แค้นไหม แกจะแก้แค้นเพื่อพี่ได้ไหม ยูฮวาน……”
TBC.
edit @ 22 Jun 2008 11:54:56 by AyO

