By : Ayo
Paring : KangTeuk
Rate : PG-13 (This part)
Category : Romantic / Comedy
Author’s note : คนเขียนบ้าไปแล้ว >.<~!! พูดอะไรไม่ออก มีความสุขเกิ๊นนนนน(หลังกลับมาจากคอนฯเมื่อวาน) ถ้าหากตอนนี้มีอะไรติดขัดหรือผิดพลาดด้วยประการทั้งปวงก็ขออภัยมาด้วยนะคะ ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ และขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามฟิกเรื่องนี้ ตอนหน้าจะพยายามอัพเร็วๆค่ะ!
++++++++++++++++++++
เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยกันดังแว่ว ยามบ่ายแบบนี้เป็นเวลาที่ไม่ค่อยมีลูกค้าในร้าน เนื่องจากผ่านช่วงเวลาพักกลางวันมานานแล้ว ลีทึกและฮีซอลนั่งจิบน้ำชาคุยกัน(ตามภาษาคุณนาย)สบายๆอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน
“เมื่อวานแกเคลียร์กับสามีสุดเลิฟเรียบร้อยแล้วใช่ไหมลีทึก?”
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว หลังจากที่ไม่ได้ล้วงความลับเพื่อนมาเสียนานเพราะมีมารผจญ วันนี้สบโอกาสแดดร่มลมตก แถมไม่มีตัวอันตรายมาป้วนเปี้ยนก็ขอสืบความคืบหน้าความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน(?)ของพวกมันสักหน่อยแล้วกัน
ความจริงเท่าที่เห็นความห่วงใยของเพื่อนทั้งสองในเหตุการณ์เมื่อวานก็พอจะเห็นอะไรแจ่มชัดขึ้นมาบ้าง แต่ไอ้จะให้เชื่อเลยล้านเปอร์เซ็นนั้นมันก็ไม่ดี มันไม่สะใจ มันต้องเอาให้ดิ้นไม่หลุด ปฏิเสธอะไรไม่ได้ เวลาแหย่เวลาแซวมันจะได้ไปไหนไม่ถูก…
“ไม่เห็นมีอะไรต้องเคลียร์เลยฮีซอล เราไม่ได้ทะเลาะกันสักหน่อย”
เจ้าของใบหน้าสวยยกน้ำชาขึ้นจิบ รู้สึกว่าเพื่อนเขาชักจะเข้าโหมดนักสืบอีกแล้วสิ
“นั่นแกไม่ได้ทะเลาะกันเหรอ รู้ไหมตอนสุดที่เลิฟแกโทรมาหาฉันมันพูดว่าไง.. มันบอกว่าถ้าฉันไม่มาถึงร้านแกภายใน 20 นาทีมันจะพังร้านฉันทิ้ง ฉันนะรีบซะเกือบแหกโค้งตายดีนะไม่ได้ขับรถมาเอง..” ได้ทีก็ขอฟ้องนิดนึงแล้วกัน
“คังอินเขาไม่ทำแบบนั้นหรอกน่าฮีซอลก็….ว่าแต่ ถ้าไม่ได้ขับเองแล้วจะแหกโค้งตายได้ยังไงล่ะ? ใครมาส่งเหรอ?”
คนร่างเพรียวทำตาโต ดันลืมตัวพูดออกไปว่ามีคนมาส่ง ดีนะลีทึกมันซื่อ ถ้าเป็นคนในโอวาสมันนะคงรู้ไปถึงตอนอวสานแล้วแหละ
“ฉันก็บ่นไป~ ว่าแต่ แกทะเลาะกันเรื่องอะไรล่ะ?” เปลี่ยนหัวข้อสนทนาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
“ก็คังอินน่ะเสียงดังใส่ฉัน แล้วก็บอกให้ไล่น้องยูริกลับไปซะ ฉันก็ไม่เข้าใจถามเหตุผลเขาก็ไม่ตอบ เลยเถียงกันนิดหน่อย..”
นานๆทีนะเนี่ยคู่รักแห่งปีถึงจะทะเลาะกัน ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงวายร้ายคนนั้น ชาตินี้ยันชาติหน้าก็คงไม่ได้เห็น ต้องขอบคุณคุณเธอไหมล่ะเนี่ยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้
“ว่าแต่ฮีซอลรู้ไหม ว่าทำไมคังอินไม่ชอบน้องยูริทั้งๆที่เขาก็รู้จักกัน?”
“ไม่รู้สิแก..มันไม่เคยบอกฉัน แกก็อย่าคิดมากเลย มันคงห่วงคงหวงแกตามเรื่องนั่นแหละ” แม้จะคันปากยิบๆอยากบอกซะเหลือเกินแต่ก็ต้องทำเป็นไม่รู้ทำเป็นไม่เห็น เกิดเป็นคิมฮีซอลนี่ช่างลำบากจริงๆ “ว่าแต่.. คังอินเนี่ยรักแกจังเลยนะ ไหนบอกแค่เพื่อนกันไง?”
เขาว่ากันว่าลิ้นเจ๊ฮีดีกว่าสาลิกาทอง ไม่ว่าจะเรื่องชม เรื่องด่า เขาได้แชมป์เหรียญทองมาหมดแล้ว นับประสาอะไรกับการเปลี่ยนเรื่องหลอกถาม อันนั้นน่ะยิ่งกว่าเหรียญทองซะอีก…
ร่างบางเจ้าของร้านเกือบทำช้อนส้อมร่วง เมื่ออยู่ๆเพื่อนร่างเพรียวก็วกกลับไปสืบราชการลับเหมือนเคย
“ก็….ฉันกับคังอินเป็นเพื่อนกันจริงๆนี่”
คนได้รับคำตอบกรอกตาไปมา ถ้าไม่ติดว่าคบกันมานานล่ะก็นะ จะตบกะโหลกให้หน้าสวยๆทิ่มให้ดู ช่างกล้าพูดนะว่าเพื่อนกัน ที่แสดงออกมานี่เพื่อนประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้บ้าง ไอ้เรื่องที่แกทำกับเพื่อนสุดซี้ของแกนี่มันอยู่ในขอบเขตความเป็นเพื่อนมากเลยเนอะลีทึก..
“แกเลิกพูดประโยคนั้นซะทีเถอะน่า เลิกใช้คำว่าเพื่อนกันหลอกชาวบ้าน หลอกฉันหรืออาจจะหลอกตัวแกเองได้แล้วลีทึก.. เท่าที่ฉันดูเนี่ย ไงๆไอ้คังอินมันก็โคตรรัก(เอ็ง)แกเลย”
จะผิดไหมถ้าเขาจะยัดเยียดให้เพื่อนมีสามีเร็วๆ...?... ก็มันน่ะ มันสองคนชอบปากไม่ตรงกับใจ เขาเองก็เซ็งเป็นนะ ลุ้นเหนื่อยแล้ว ถึงแกไม่รักกันแต่ฉันทุ่มเชียร์ไปแล้ว ไม่ว่ายังไงมันก็ต้องมีความคืบหน้าสักนิดไม่งั้นเขาจะไม่ยอมเด็ดขาด….และเท่าที่ดูตามกฎความน่าจะเป็นของหัวใจ มันทั้งคู่ทำการมิวเตชั่นทำให้กฎเป็นจริงไปกว่าครึ่งแล้วมาบอกไม่รักกัน ถ้าเชื่อก็ไปลาตายเถอะ…………..ฮีซอลคนนี้ไม่ใช่เชื่อคนง่ายๆนะจ๊ะ
“ฉันถามแกตรงๆเลยนะลีทึก ไอ้คังอินมันไม่เคยบอกรักแกเลยเหรอ?”
ได้ฟังคำถามจากเพื่อนร่างเพรียวแล้วแทบสำลักน้ำชา ถามมาได้เนอะเพื่อน ตรงอย่างที่บอกจริงๆ..
ไม่รู้จะตอบออกไปยังไงดี ก็ไอ้คำบอกรักอะไรนั่นน่ะไม่เห็นจะมีสักหน่อย เพราะคังอินไม่ใช่คนชอบพูดอะไรแบบนั้น หรือถ้าหากจะพูดก็คงต้องพูดกับคนที่ฝ่ายนั้นรักถึงจะถูกไม่ใช่กับเขา...
“จะเคยได้ยังไงล่ะ บอกแล้วไงฉันกับคังอินแค่เพื่อนกัน”
.
..
...
....
ณ สถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองจบให้พี่ปีสี่ ถูกประดับประดาไปด้วยไฟสลัวหลากสีสัน เสียงเพลงดังเบาๆในจังหวะที่ไม่หนักมากพอให้โยกตัวเคลื่อนไหวไปตามเสียงแผ่วๆที่ดังอยู่ตลอดเวลานั้นได้ มือเรียวยกขึ้นปิดริมฝีปากตัวเอง รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทานเข้าไปมันจะพุ่งออกมา คงเพราะว่าตัวเขาดื่มเยอะเกินไป อาการคลื่นไส้อยากอ้วกพร้อมกับเวียนหัวจนแทบระเบิดนี่มันถึงเกิดขึ้น พยายามจะลุกเพื่อเดินไปเข้าห้องน้ำแต่มันก็ดูจะยากเย็นเหลือเกิน
มือเรียววางทาบกับผนังใช้เป็นที่พยุงตัวก่อนจะค่อยๆเดินไปทีละก้าว ทางเบื้องหน้าดูเบลอๆหมุนๆยังไงชอบกล ร่างบางพยายามสะบัดหัวเพื่อไล่ความมึนงง พาตัวเองมาถึงยังจุดหมายจนได้..
...แม้จะอ้วกออกไปบ้างแล้วแต่อาการก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย ดวงตากลมโตหรี่ลงทั้งมึนทั้งง่วง พยายามพยุงตัวให้ยืนอยู่ได้ แก้มนวลแนบไปบนผนังกระจกใส ไอเย็นจากกระจกพอจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง
“ลีทึกไหวไหม?”
เสียงทุ้มที่แสนจะคุ้นเคยดังขึ้นข้างตัว เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียกก่อนจะพบเข้ากับใบหน้าหล่อคม
“คังอิน….มึนจัง” พยายามบอกอีกฝ่ายให้เป็นคำที่สุดเหมือนตัวเองพูดจาไม่รู้เรื่องยังไงไม่รู้
“มึนเหรอ?” ฝ่ามืออุ่นแตะแก้มคนร่างบางเบาๆก่อนจะโอบเอวของอีกฝ่ายเข้ามาชิดลำตัวของตนเพื่อให้คนเมาได้ยืนพิงตัวเองสบายๆ ร่างบางยกแขนขึ้นโอบลำคอของคนตัวโตพยุงร่างของตัวเองเอาไว้ไม่ให้โอนเอน คนตัวโตก้มลงมองร่างบางในวงแขนอย่างเป็นห่วง ไม่น่าปล่อยให้ดื่มขนาดนี้เลย เพราะไอ้เพื่อนตัวดีทั้งหลายนั่นแหละบอกว่าอย่าเอาเหล้าให้กินก็ยังเอาให้กินตอนเขาลุกออกไปจากโต๊ะ...
“คังอิน….ลีทึกง่วงจัง”
คนเมาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อคม ดวงตากลมโตปรือปรอยจะหลับไม่หลับอยู่รอมร่อ ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มเล็กน้อย จะด้วยอาการเมาหรืออย่างไรไม่แน่ใจ แต่น้ำเสียงที่ร่างบางใช้พูดกับเขาก็แฝงสำเนียงอ้อนเอาไว้ในคำพูดนั้นมากพอดู อาการออดอ้อนไม่รู้ตัวแบบนั้นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะต้องก้มลงจูบมุมปากของฝ่ายนั้นเบาๆ
“งั้นเรากลับกันเถอะ”
ร่างบางพยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่ตัวเขาจะถูกตวัดขึ้นอุ้ม หลังจากนั้น..เขาก็รู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น รับรู้ว่าคนตัวโตประคองเขาไปนอนบนเตียง ก่อนฝ่ามือใหญ่จะปลดกระดุมเสื้อและเข็มขัดให้ อยากจะเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายแต่ก็ง่วงเหลือเกินพยายามปรือตาขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ ได้ยินเสียงฝีเท้าของคังอินเดินวนเวียนอยู่รอบเตียง ก่อนที่เตียงจะยวบลงเหมือนอีกฝ่ายขึ้นมานอนด้วย จากนั้นที่หน้าผากก็มีอะไรเย็นๆมาสัมผัสทำให้รู้สึกดี... รู้สึกได้ถึงปลายนิ้วของอีกฝ่ายไล้เบาๆอยู่ที่ข้างแก้ม คงเพราะว่าฝ่ายนั้นจับอะไรเย็นๆมาแน่ๆความเย็นจึงยังติดอยู่ที่นิ้ว ฝ่ามือใหญ่วางทาบไว้ที่ข้างแก้มนวลและแม้ว่าเขายังลืมตาไม่ขึ้นแต่ก็จำสัมผัสของอีกฝ่ายได้ดี เรียวปากอิ่มคลี่ยิ้มได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ นั่นแสดงว่าคนตัวโตต้องอยู่ข้างๆเขาเป็นแน่...
“ลีทึกปวดหัวไหม?”
ได้ยินเสียงของคนตัวโตถามอยู่ข้างหู อยากตอบโต้ด้วยเหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้ ร่างกายบอกอย่างเดียวว่าอยากพักผ่อน คนที่โดนถามซุกใบหน้าลงบนอกกว้างของอีกฝ่าย แขนเล็กยกขึ้นวางลงไปยังเอวของคนตัวโต
“ลีทึก….คังอินมีอะไรจะบอก...”
คิ้วเรียวของคนที่กำลังซุกอยู่กับอกกว้างขมวด.. อะไรเหรอ...?อยากบอกอะไรกับเขา ทั้งๆที่อยากลืมตาขึ้นแล้วคุยกันให้รู้เรื่องแต่เปลือกตามันก็หนักอึ้งเหลือเกิน...
“รักนะรู้ไหม”
เสียงทุ้มกระซิบอยู่ริมใบหูก่อนที่ความร้อนจากริมฝีปากได้รูปจะประทับลงบนใบหูนั้น…
....
...
..
.
เรียวปากอิ่มเผยยิ้มเมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์อย่างที่ฮีซอลอยากจะรู้ มันก็แค่ความฝันเลอะเทอะของคนเมาเท่านั้นแหละ เล่าไปมีหวังเพื่อนร่างเพรียวคงขำกลิ้ง คนเรา...เมาแล้วเก็บไปฝันมั่วๆเข้าข้างตัวเองอีกต่างหาก...
“ยิ้มไรอ่ะแก?…แสดงว่ามันต้องมีเหตุการณ์แนวๆบอกรักแน่นอน เล่ามาเลยลีทึก!!”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดถึงเรื่องอะไรบางอย่างได้เท่านั้นเอง”
ร่างบางส่งยิ้มเรียบๆให้กับเพื่อน ให้ฉันเก็บความฝันน่าอายนั้นไว้คนเดียวเถอะนะฮีซอล..^^”
“แล้วแกน่ะ เคยบอกรักมันหรือเปล่าลีทึก?”
ร่างเพรียวยังไม่เลิกล้มความตั้งใจ คนโดนถามกระพริบตาปริบๆเป็นคำถามที่ตอบยากอีกแล้ว เคยบอกรักคนตัวโตหรือเปล่านะเหรอ... ใครมันจะกล้าบอกเล่า... เขาไม่ใช่คนใจกล้าแบบนั้นสักหน่อยนี่นา...
“แน่ะ…ทำหน้าแบบนี้แสดงว่าไม่เคย ให้ตายสิพวกแกนี่มันพอกันทั้งคู่เลย”
ร่างเพรียวส่ายหน้าอย่างระอา มันช่างน่าจับตบกะโหลกทั้งคู่จริงๆ นี่ถ้าแกสองคนเป็นผู้ชายกับผู้หญิงล่ะก็ คงมีลูกไม่ทันใช้แน่ๆ…
“ฉันช่วยไหมแก เอาแบบบอกรักหรูเลิศอลังการ บอกรักปุ๊บ..ไอ้คังอินพาแกไปจดทะเบียนปั๊บเอาไหม?” นี่ใจดีสุดๆแล้วนะเนี่ย ไม่เคยคิดจะช่วยใครขนาดนี้มาก่อนเลย ไม่ใช่เพื่อนรักจริงๆล่ะก็ไม่เสียเวลายุเอ๊ยเชียร์ให้รักกันหรอกนะจะบอกให้
“ทำแบบนั้นคังอินคงไม่พาไปจดทะเบียนหรอก คงพาไปเข้าโรงพยาบาลมากกว่า ข้อหาทำอะไรพิลึก..”
“ถ้ามันทำอย่างนั้น ฉันนี่แหละจะไปอยู่เป็นเพื่อนแกเอง..!!”
คนที่กลัวโดนจับเข้าโรงพยาบาลยิ้มๆ รู้สึกดีใจที่มีเพื่อนดีๆอย่างร่างเพรียว แม้บางทีอีกฝ่ายจะทำตัวฉีกมากไปนิด แต่สำหรับเขาฮีซอลเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด พร้อมจะยืนข้างเขา แม้บางครั้งจะทำตัวแรงไปบ้างแต่ก็เป็นสีสันให้กับคนเรียบง่ายอย่างเขา บางทียังเคยคิดเล่นๆเลยว่า ถ้าให้เขาสลับร่างกับเพื่อนร่างเพรียวได้สักวันคงดี เพราะคงจะสามารถบอกความรู้สึกที่อยู่ในใจให้ใครอีกคนฟังได้อย่างง่ายและไม่เคอะเขิน...
“ฉันช่วยไหมแก? เย็นนี้ฉันจะหาทางให้แกสารภาพรักกับไอ้คังอินมันเองหมดเวลารอผู้ชาย(?) มาบอกรักแล้วแหละ เราคงต้องลุยเองลีทึก!!”
คิดว่าร่างเพรียวจะหยุดความคิดแล้วนะเนี่ย แต่ที่ไหนได้กลับกำหมัดทำหน้าตาเด็ดเดี่ยว เลยเรียกรอยยิ้มจากร่างบางที่นั่งมองอยู่……..เพื่อนเราท่าจะเป็นเอามากแฮะ……..= =”
ดวงตาคมกล้ามองตรงไปยังคนสองคนที่นั่งพูดคุยหัวเราะกันเป็นระยะ ...ช่างสบายใจอะไรแบบนี้ ในชีวิตคงไม่เคยได้รับรู้ความทุกข์ใจอะไรเลยล่ะสิ นั่นสินะ...ก็เป็นถึงแฟนนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่รวยเป็นอันดับต้นๆของเกาหลีนี่ ไม่ต้องทำอะไรก็มีกินมีใช้ไปจนตาย หน้าตาสวยๆนั่นคงหลอกให้อดีตแฟนพี่ยูริหลงจนหัวปรักหัวปรำได้ไม่ยาก...
ยูฮวานนั่งมองร่างบางที่กำลังพูดคุยกับใครอีกคนซึ่งก็คงเป็นเพื่อนของอีกฝ่ายจากร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เมื่อคืนหลังจากที่พาพี่สาวเขากลับบ้านแล้ว เขาก็โทรหาเพื่อนสนิทที่เคยเรียนด้วยกันสมัยมัธยม ตอนนี้เพื่อนเขาเป็นนักข่าวอยู่ และก็เป็นนักข่าวที่กว้างขวางเสียด้วย เลยได้พอรู้ประวัติของร่างบางนั่นมาคร่าวๆ แม้จะไม่มากมายอะไรแต่เขาก็พอรู้ว่าจะต้องช่วยพี่สาวเขายังไง คนคนนั้นเป็นคนแย่งแฟนพี่สาวเขาไป ทำให้พี่สาวเขาได้รับความเจ็บปวด เขาเองก็จะทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดไม่แพ้กัน อยากรู้นักว่าถ้ารักแล้วไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้อะไรมันจะเกิดขึ้น เดี๋ยวเถอะ...เดี๋ยวจะทำให้ใบหน้าสวยๆนั่นไม่มีรอยยิ้มอีกเลย ไม่มีรอยยิ้ม...เหมือนที่พี่สาวเขาแทบจะไม่มีในตอนนี้
“พี่ลีทึกคะ มีพัสดุมาส่งค่ะพี่”
เสียงของพนักงานหญิงในร้านเรียกความสนใจให้เจ้าของชื่อหันไปมอง ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมออกไปรับซองกระดาษสีน้ำตาลนั่นมาไว้ในมือและไม่ลืมกล่าวขอบคุณคนที่เอามาให้
“ใครส่งอะไรมาเนี่ย?…เอ...หรือว่าจะเป็นความรักของไอ้คังอินมัน”
เพื่อนร่างเพรียวว่าเข้านั่นเรียกความขำจากเขาได้เล็กๆ ก่อนที่มือเรียวจะค่อยๆแกะซองออก ร่างบางล้วงมือเข้าไปภายในซอง สัมผัสเข้ากับแผ่นอะไรบางอย่างคล้ายรูปภาพ ลีทึกหยิบกระดาษพวกนั้นออกมาดู ใครส่งอะไรมาให้กันนะ…(?)
…..และเมื่อหยิบแผ่นพวกนั้นออกมาแล้ว มันก็เป็นรูปภาพจริงๆ ดวงตากลมโตมองไปที่รูปด้วยความไม่เข้าใจ มันเป็นรูปเขากับคังอินในอิริยาบถต่างๆ มีทั้งจับมือ โอบเอว และหยอกล้อกัน
“รูปอะไรเหรอแก?” ฮีซอลชะเง้อหน้าเข้ามาดูด้วย
“นี่ไม่มีอะไรทำขนาดจ้างคนถ่ายรูปสวีทของตัวเองเลยเหรอ จะเก็บเอาไปใส่กรอบไงแก?”
เพื่อนร่างเพรียวแซวก่อนจะผลักหัวเขาเบาๆ คนโดนผลักหัวส่ายหน้างง ใครกันจะว่างมากขนาดนั้น เขาไม่เคยทำแบบนี้เลยแล้วนี่ใครส่งมาล่ะเนี่ย... ในขณะที่ร่างบางกำลังงงกับรูปถ่ายที่อยู่ในมือ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
“ฮัลโหล ใครครับ?”
ถามออกไปเพราะเบอร์ไม่คุ้นและไม่ได้เมมเก็บเอาไว้แต่อย่างใด
“รูปสวยไหมครับ?” ปลายสายตอบกลับมา
“รูป….คุณเป็นคนส่งมาเหรอ ส่งมาทำไมครับ?”
“ก็อยากให้คุณได้ดูว่าบางที...การแสดงความรักกันโจ่งแจ้ง(เหมือนในคอนฯ>.<~!!)ก็อาจจะโดนถ่ายเก็บเอาไว้แบบนี้ไง”
แม้จะตกใจและเริ่มรับรู้ว่าปลายสายคงไม่ได้ส่งมาเพื่อบอกว่าชื่นชมความรักของเขากับคนตัวโตแต่อย่างใด ใบหน้าสวยก็เริ่มเครียด..รู้สึกว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีเสียแล้ว...
“คุณต้องการอะไร อยากได้อะไร เงินเหรอ?”
“ผมมีเยอะแล้วเงินน่ะ ก็แค่อยากรู้จักเจ้าของหัวใจนักธุรกิจไฟแรงเท่านั้นเอง”
“จะแบล็คเมล์เหรอ คุณทำแบบนี้ทำไม ใครจ้างคุณมา?”
“บอกตอนนี้ก็ไม่สนุกสิ เอาไว้เย็นนี้เราหาที่โรแมนติกๆคุยกันดีกว่า..”
“ไม่!! ผมไม่คุยกับคุณ”
“ถ้าคุณไม่คุยกับผม.. คุณจะต้องเสียใจ ผมมีรูปพวกนี้อีกหลายคอลเลคชั่นเชียว เอาไปให้บอร์ดบริหารของโรงแรมแฟนคุณดูน่าจะดี หุ้นโรงแรมแฟนคุณคงตกไปไม่กี่จุดหรอก เจ้าของโรงแรมมีเมียเป็นผู้ชาย เกาหลีเปิดกว้างรับได้ขนาดนั้นหรือเปล่าคุณก็คิดดูเอาเองแล้วกัน...”
ร่างบางขมวดคิ้ว ...ใครกันนะที่เล่นแบบนี้ อย่างงี้มันขู่กันชัดๆเลยนี่ แม้รู้ว่าถ้าไปจะเสียเปรียบแต่เมื่ออีกฝ่ายมีเป้าหมายอยู่ที่คนตัวโต ไม่ว่าอะไรมันจะเกิดเขาก็ต้องไป รูปพวกนี้จะไม่มีทางส่งถึงมือบอร์ดบริหารโรงแรมของคังอินเป็นอันขาด เขาจะไม่ยอมให้ใครทำทุกสิ่งที่คนตัวโตสร้างขึ้นมากับมือล่มหรอก..
“เย็นนี้เราจะเจอกันที่ไหน?”
“เปลี่ยนใจแล้วเหรอ เย็นนี้ผมอยากเจอคุณที่ร้านอาหารในโรงแรมแฟนคุณ.. มาได้ไหม?”
“ตกลงผมจะไป”
มือเรียวกดตัดสาย ก่อนจะกำโทรศัพท์ไว้แน่น ไม่รู้ว่าใครเล่นอะไร... รู้แต่เพียงว่าเขากังวลมากเหลือเกิน กังวลจนร่างเพรียวที่นั่งอยู่ข้างๆสังเกตเห็น
“เป็นอะไรแก ใครโทรมาเหรอ?”
“ฮีซอลฉันจะทำยังไงดี? มีคนแบล็คเมล์ฉันกับคังอิน เขานัดฉันไปคุยเย็นนี้”
“หา…!!! อะไรนะ? ไมเป็นงี้ล่ะ?? ใครเล่นอะไรอีกเนี่ย โทรไปหาไอ้คังอินเลยแก”
ร่างเพรียวตกใจ อะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนั้น วันนี้ว่าอากาศดีแล้วนะเพราะยัยตัวร้ายไม่ได้มาแล้ว ไหงมันมีเรื่องอย่างงี้เกิดขึ้นได้อีกหว่า...? แล้วใครกันที่เล่นอะไรแบบนี้...?
“ไม่ได้หรอก... ฉันไม่อยากให้เขาร้อนใจน่ะ วันนี้เขามีนัดเลี้ยงลูกค้าสำคัญถ้าเขารู้เขาก็ต้องทิ้งงานมาอีก เขาทิ้งงานเพราะฉันมาหลายทีแล้ว..”
“แล้วไง...? แกจะเดินเข้าปากเสืออย่างงี้น่ะเหรอ อีกฝ่ายเป็นใครก็ไม่รู้ มันจะทำอะไรบ้างก็เดาไม่ได้”
“แต่ฉันอยากลองเคลียร์เรื่องนี้เอง ไม่อยากสร้างความลำบากใจให้เขาอีกนี่นา.. ฉันอยากทำอะไรเพื่อเขาบ้าง”
ถึงแม้จะกังวลและกลัวขนาดไหนแต่เขาก็อยากเป็นคนปกป้องคนตัวโตบ้าง อย่างน้อยถ้าอีกฝ่ายต้องการแค่เพียงเงิน เขาก็ยินดีจะให้...
“มันนัดแกที่ไหน? ฉันจะไปด้วย ฉันไม่ให้แกไปคนเดียวหรอก เราจะไปด้วยกัน!”
เพราะรู้และเห็นถึงความห่วงใยของเพื่อนร่างบางที่มีต่อไอ้เพื่อนตัวโต ไม่มีครั้งไหนเลยที่ดวงตากลมโตของเพื่อนเขาจะเด็ดเดี่ยวได้ขนาดนี้ คงเพราะห่วงไอ้คังอินมันมากใช่มั้ย ไม่ว่ามีอันตรายอะไรรออยู่ข้างหน้าแกถึงไม่หวั่นแบบนี้ลีทึก…
++++++++++++++++++++
เหมือนเวลาจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า ร่างบางกระสับกระส่ายและมองนาฬิกาอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้เขากับฮีซอลนั่งอยู่ภายในร้านอาหารของโรงแรมตามที่นัดหมาย เขามารออยู่เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วแต่คนที่นัดก็ยังไม่มา เหมือนความกังวลจะแน่นอยู่ในอก หากเป็นไปได้เขาก็อยากให้เรื่องมันจบๆลงเสียเดียวนี้เลย
“รอนานไหมครับคุณลีทึก?”
เสียงที่ดังขึ้นทำให้ร่างบางซึ่งนั่งหันหลังอยู่ต้องหันกลับมาทางต้นเสียง ก่อนจะพบเข้ากับใบหน้าหล่อคมของอีกฝ่ายที่ส่งยิ้มเจ้าชู้ให้เขาอย่างไม่เกรงกลัว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนคนนี้ท่าทางเพลย์บอยขนาดไหน คนโดนมองหยักรอยยิ้มกวนประสาทขึ้นก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งลงอย่างปกติไม่มีความทุกข์ร้อนหรือหวาดกลัวอะไรทั้งนั้น
“สั่งอะไรมาทานกันหรือยังครับ ถ้าอย่างงั้นเราสั่งอาหารกันเลยไหม?”
เหมือนไม่รู้ว่าร่างบางที่นั่งมองหน้าเขากำลังร้อนรน ยูฮวานยังคงวางตัวเรื่อยๆเหมือนกับนัดกันออกมาทานข้าวธรรมดาๆเท่านั้นเอง
“จะทานอะไรกันดีครับผมสั่งให้เอาไหม?”
“อย่ามาทำตัวงี่เง่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะไอ้เด็กบ้า! แกเรียกฉันสองคนออกมาแล้วยังวางท่าเหมือนพวกฉันอยากมากินข้าวกับแกอยู่ได้ อยากได้อะไรก็บอกมาอย่ามัวทำอะไรปัญญาอ่อน!!” เป็นคนร่างเพรียวที่นั่งกอดอกมองดูกิริยาของอีกฝ่ายอยู่นานแล้วที่โพล่งออกมา ถ้าให้เขาเดาหน้าตาอย่างงี้คงอายุน้อยกว่าพวกเขาเป็นแน่ แล้วยังท่าทางทำตัวเป็นเพลย์บอยจ๋ายิ้มหว่านเสน่ห์ใส่เขากับเพื่อน แถมยังทำท่าไม่รีบร้อนอะไรอีก ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นแกนะจะได้ทำแบบนี้ ถ้าจะหวังให้ฉันกลัวแกลนลานล่ะก็ไม่มีทาง... คนอย่างฮีซอลไม่เคยกลัวใคร...!
คนที่นั่งยิ้มอยู่เลิกคิ้ว รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ได้รับกิริยาแบบนั้น นี่ไม่เกรงกลัวเขาเลยใช่มั้ย ทั้งๆที่เขาเป็นต่ออยู่แท้ๆน่าสนุกซะแล้วสิเขาน่าจะสืบอะไรเกี่ยวกับร่างเพรียวนี่มาบ้าง...
“ใจร้อนจังครับ... คนสวยไม่ควรใจร้อนนะครับ”
เด็กหนุ่มยังคงวางท่าสบายๆและบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มๆไม่เดือดร้อนอะไร คนที่โดนเรียกคนสวยเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่าย ยูฮวานต่อตากับฮีซอลอยู่สักพักก่อนจะหันไปมองร่างบางเป้าหมายของเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ
“พี่ลีทึกใจร้อนเหมือนเพื่อนหรือเปล่า?”
เพราะคิดว่าร่างบางคงรู้ว่าเขาอายุน้อยกว่าอยู่แล้วเขาเลยเปลี่ยนสรรพนามใหม่ให้ฟังดูกันเองมากขึ้น
“ผมจะใจร้อนหรือไม่ไม่สำคัญ คุณต้องการอะไรก็บอกมา?”
เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว ไม่ใจร้อนแต่ตรงประเด็นน่าสนใจดี ตอนแรก...คิดว่าร่างบางนี่จะลนลานกว่านี้ซะอีก แต่ก็เปล่าพอเจอเขาอีกฝ่ายกลับวางตัวได้นิ่งและจับความรู้สึกกลัวไม่ได้สักนิด น่าเสียดายว่าจะขู่ให้กลัวเสียหน่อย ท่าทางเขาจะมองคนสวยนี่ผิดไป นึกว่าจะอ่อนแอทำอะไรไม่ถูกเสียอีก
“ถ้าผมบอก... พี่จะทำตามที่ผมพูดเหรอ?”
เอ้า...มาลองดูกันสิว่าได้วิชาเจรจาธุรกิจมาจากแฟนพี่มากแค่ไหน...
“บอกไม่ได้ครับ เพราะผมเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่มีสิทธิต่อรองอะไร ผมแค่อยากได้รูปคืนทั้งหมด เงื่อนไขคุณเป็นคนสร้างมันขึ้นมาอยู่แล้วนี่ครับ”
เด็กหนุ่มส่ายหน้า เจรจาไม่ได้เรื่องแต่ตรงๆแฮะ ยูฮวานถอนหายใจก่อนจะเอาข้อศอกทั้งสองข้างเท้าโต๊ะแล้วโน้มตัวมาใกล้ๆร่างบาง
“ผมไม่มีเงื่อนไขอะไรนอกจากให้พี่มาเป็นแฟนผมเท่านั้นเอง”
เป็นข้อเสนอที่ทำให้ทั้งฮีซอลและลีทึกต้องขมวดคิ้วพร้อมกัน ไอ้เด็กนี่มันบ้าอะไรของมัน...?
คิ้วได้รูปยกขึ้นก่อนจะจ้องมองคนที่เขาเสนอเงื่อนไขแฟนให้อย่างรอคอยคำตอบ เพราะพี่กับแฟนทำพี่สาวผมเจ็บปวดเพราะฉะนั้นพี่ก็อย่าได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเลย ลองเจ็บปวดกันดูบ้างจะเป็นไร...
“ผมคงเป็นแฟนคุณไม่ได้หรอกเพราะผมไม่โสดแล้ว”
แม้จะงงว่าอีกฝ่ายต้องการแค่นี้น่ะเหรอแต่เขาก็ตอบออกไปอย่างมั่นคง
“งั้นก็เลิกกับแฟนพี่สิ แล้วมาคบกับผม”
คนยื่นข้อเสนอบอกหน้าตาย พี่ก็แค่ไปบอกเลิกกับแฟนพี่แล้วมาคบกับผม เหมือนที่แฟนพี่เคยบอกเลิกกับพี่สาวผมแล้วไปคบกับพี่เท่านั้นเอง...
“ปัญญาอ่อนหรือไง!! ข้อเสนอปัญญาอ่อนมาก ถามจริง...เลิกกินนมแม่หรือยัง? ถ่ายรูปมาแบล็คเมล์เพื่อนฉันเพื่อขอคบแค่เนี้ย?” ร่างเพรียวที่นั่งฟังมานานทำสีหน้าประหนึ่งว่าแกก็ช่างเข้าใจหาวิธีนะแก..
“ผมรู้ว่าผมดูเด็กแต่ผมก็เป็นคู่แข่งของแฟนพี่ลีทึกเขานะ ถ้าทำให้คนแบบนั้นไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรได้มันก็น่าสนุกไม่น้อย เขาว่าผู้ชายมักตายเพราะความรัก ถ้าคนแบบนั้นกระอักเลือดตายเพียงเพราะว่าโดนเด็กแย่งแฟน เขาจะทำหน้ายังไง แค่คิดก็สะใจมากแล้วครับ...”
ร่างเพรียวกัดฟันนอกจากมันจะเด็กแล้วยังโรคจิตอีกต่างหาก...
“เพื่อนฉันเขาไม่คบกับนายหรอกเพราะว่าแฟนมันน่ะหล่อเทพดูดีกว่านายตั้งเยอะ แล้วไอ้รูปที่จะเอามาแบล็คเมล์อะไรนั่นน่ะก็เอาไปเถอะอยากส่งไปไหนก็ส่ง อย่างนายก็มีปัญญาทำได้แค่นี้แหละจะจีบใครสักคนยังต้องเอารูปมาบังคับ”
หลังจากที่เฝ้าดูมานานเด็กนี่ก็ไม่เห็นจะมีพิษสงอะไรนักหรอก แค่วางท่าให้เหมือนผู้ใหญ่ ทำตัวเหมือนเพลย์บอยให้ดูหน้าค้นหา แต่ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ลองสิมาลองกันสักตั้งเขาว่าเด็กยังไงก็รู้ไม่เท่าทันผู้ใหญ่อยู่ดี ถ้าแกแค่จะมาจีบเพื่อนฉันไหนลองโชว์ความสามารถให้ดูหน่อยสิ อย่าคิดว่าแค่วางท่าให้ดูเพลย์บอยแล้วจะจีบติดทุกราย..
ฮีซอลเหยียดรอยยิ้มหยันก่อนจะหันไปสบตากับเพื่อนร่างบางเพื่อบอกว่าเราเป็นต่อ...
ยูฮวานรู้สึกเหมือนว่าหน้าเขาชายังไงก็ไม่รู้ ดูเหมือนร่างเพรียวจะดูเขาออกหมดแล้ว ไม่เคยรู้สึกเสียหน้าขนาดนี้มาก่อนไม่เคยมีใครรอดพ้นกับดักเขาไปได้สักครั้ง คำดูถูกของร่างเพรียวทำให้เขาอยากเอาชนะ ...ว่าเขาไม่มีปัญญาเหรอ เขาจะจีบร่างบางด้วยตัวเองให้ดู...
“ก็ได้ ผมจะจีบพี่ลีทึก!”
ร่างเพรียวยกรอยยิ้มขึ้นอย่างพอใจ...ยั่วง่ายๆอย่างงี้สิเด็ก อยากเอาชนะจนลืมคิดไปว่าตัวเองเป็นต่อ นี่คงเป็นคุณหนูล่ะสิ โดนตามใจและคงชนะมาตลอดเลยแพ้ไม่ได้ คิดจะมาต่อรองน่ะหัดเอาความเป็นเด็กทิ้งไว้บ้านซะบ้างเถอะไอ้เราก็นึกว่าจะน่ากลัว ที่แท้ก็คุณหนูไร้หัวคิด ใครให้มันบริหารงานคงเจ๊งแน่...
“ถ้าอย่างงั้นก็ไม่ต้องใช้รูปพวกนั้นแล้วล่ะสิ หรือว่าอยากเอาไว้เป็นไม้ตายตอนจีบลีทึกมันไม่ติดจริงๆ จะเก็บรูปที่อุตส่าห์ไปแอบถ่ายมาไว้ก่อนก็ได้นะ”
ทันทีที่พูดจบรูปถ่ายพร้อมฟิลม์ก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะ ฮีซอลเลิกคิ้วก่อนจะหยิบเอารูปและฟิลม์มาไว้ในมือ
“พยายามเข้านะเด็กน้อย จีบเพื่อนฉันให้ติดล่ะ ...กลับเถอะลีทึก”
ร่างบางมองหน้าหล่อๆของเด็กหนุ่มอีกครั้งหนึ่งก่อนจะลุกตามเพื่อนออกไปและไม่หันกลับมามองทางเด็กหนุ่มอีกเลย ทิ้งให้ยูฮวานมองตามด้วยความมุ่งมั่นเขาจะเอาคนคนนั้นมาเป็นแฟนให้ได้…
“ขอบคุณมากเลยนะ ถ้าไม่ได้ฮีซอลฉันคงไม่ได้รูปกับฟิลม์คืนแน่ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าเพื่อน... ความจริงแกต้องขอบคุณความรอบจัดของฉันนะไม่ใช่ขอบคุณฉัน แกจะไม่โทรหาคังอินมันหน่อยเหรอมาถึงนี่แล้ว?”
“ส่งข้อความไปหาเขาแล้วแหละเดี๋ยวลงมา”
“แกส่งข้อความหามันตอนไหน??”
“ก็ตอนที่ฮีซอลคุยกับเด็กคนนั้นอยู่ไง”
ร่างเพรียวกระพริบตาปริบๆ แกปล่อยให้ฉันเล่นสงครามประสาทกับไอ้เด็กนั่นส่วนแกนั่งส่งข้อความคุยกับสามีช่างเป็นเพื่อนที่ดี…= =”
ไม่รู้จะต่อว่าเพื่อนร่างบางยังไงจึงทำได้แค่ส่งค้อนให้อีกฝ่ายอย่างงอนๆ
“งั้นแกก็ไม่ต้องกลับกับฉันแล้วสิ งั้นฉันกลับก่อนนะ”
“เอางั้นเหรอ...อยากทานอะไรไหมเดี๋ยวเลี้ยง?”
ก็รู้ว่ามันไม่ดี ทั้งๆที่อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดแบบนั้นเขาก็ยังส่งข้อความคุยกับคังอินอยู่ได้ แต่เขาก็ประเมินสถานการณ์แล้วนี่ว่าศัตรูไม่น่ากลัวอะไรเลยปล่อยให้เพื่อนร่างเพรียวจัดการ และเพื่อเป็นการขอบคุณเดี๋ยวเลี้ยงตอบแทนให้ก็ได้
“แกจะมาเลี้ยงฉันได้ไง นี่มันโรงแรมแฟนแก จะกินอะไรก็ฟรีไม่ใช่เหรอไง ...จะเปิดห้องสวีทนอนรอสามีแกก็ยังได้ แล้วแกจะเลี้ยงฉันตรงไหนมิทราบ?”
รู้สึกหมั่นไส้เพื่อนร่างบางขึ้นมาหน่อยๆ บอกมาได้ว่าจะเลี้ยง เหอะ...คนทั้งโรงแรมเขารู้กันทั้งนั้นแหละว่าแกกับเจ้าของโรงแรมเป็นอะไรกัน ดูสิเดินผ่านพนักงานทุกคนเขาก็ก้มหัวให้แกทั้งนั้นแล้วมันบอกมันจะเลี้ยง...
“ฉันกลับแล้วนะแก ไม่ต้องไปส่งฉันที่รถหรอกเดี๋ยวฉันไปเอง เผื่อไอ้เด็กนรกนั่นมันรอดักฉุดแกอยู่ อยู่ในนี้รอแฟนแกไปแล้วกัน”
“ฮีซอล! อย่าล้อบ่อยสิ!! กลับดีๆนะ...”
ยกมือขึ้นโบกให้เพื่อนก่อนจะมองตามหลังจนเพื่อนเดินไปลับสายตา ร่างบางหันหลังกลับ เขาต้องรอเจ้าของโรงแรมอีกชั่วโมงกว่าทีเดียว เพราะว่าฝ่ายนั้นยังติดเลี้ยงรับรองลูกค้าอยู่เลย ความจริงคนตัวโตก็ให้เขาไปหาที่ห้องเลี้ยงรับรองอยู่หรอก แต่พอมองสภาพเครื่องแต่งกายตัวเองแล้วก็กลัวทำรัศมีท่านเจ้าของโรงแรมหมองเลยขอนั่งรอดีกว่า...
ลีทึกเดินมานั่งรออยู่ที่โถงรับรองของโรงแรม พอเขานั่งลงก็มีพนักงานยกเครื่องดื่มมาให้ ร่างบางพยายามปฏิเสธแต่ก็ได้รับคำตอบว่าคุณเจ้าของโรงแรมสั่งให้มาดูแล เขาเลยต้องจำใจรับเครื่องดื่มและขนมมานั่งทาน
“แหม...สำคัญซะยิ่งกว่าแขกวีไอพีอีกนะครับเนี่ย”
เสียงมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินมานั่งลงข้างๆร่างบางอย่างไม่มีใครเชิญ ร่างบางมองไปทางต้นเสียงก่อนจะถอนหายใจ... เด็กนี่อีกแล้ว...
“เป็นแฟนเจ้าของโรงแรมเนี่ยดีจังนะครับ นั่งตรงไหนก็ได้รับการเอาใจใส่”
คิ้วเรียวขมวดมุ่น ทำไมหนา...ก็ออกจะเป็นเด็กหน้าตาดี ถ้าลดการพูดจาเสียดสีลงสักหน่อยล่ะก็คงเป็นเด็กที่น่ารักกว่านี้แน่ๆ...
“พี่จะไม่พูดกับผมสักหน่อยเหรอครับ ไม่เคยมีใครอดใจไม่พูดกับผมได้เกินสามนาทีนะ”
...รวมทั้งถ้าหยุดโอ้อวดว่าตัวเองน่าหลงใหลแบบนี้ด้วยล่ะก็... เขาจะรับเป็นน้องชายเลยนะเนี่ย
“ก็คุณชอบพูดแบบนี้อยู่เรื่อย ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับคุณไปทำไม”
“แล้วพี่อยากให้ผมพูดแบบไหนล่ะ?”
ลีทึกค่อนข้างแปลกใจไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะถามแบบนี้ ถ้าทำตัวแบบนี้ก็ดูไม่เลวร้ายเท่าไหร่หรอก ดูสมเป็นเด็กดี...
“ก็พูดแบบนี้แหละครับ ถ้าเราพูดเพราะใครๆก็อยากคุยด้วย”
“รวมถึงพี่ด้วยหรือเปล่า?”
“ครับ...ถ้าเราพูดเพราะ พี่ก็อยากคุยด้วย”
เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่เลวร้ายอะไรนักหรอกเลยอยากลองคุยด้วยดีๆ ไม่แน่หากเปิดใจให้กันได้มากกว่านี้ เด็กหนุ่มข้างๆอาจจะเป็นน้องชายที่น่ารักก็ได้
“พี่โกรธผมหรือเปล่าที่เอารูปไปขู่พี่?”
ไม่รู้ทำไมพออยู่ใกล้ๆร่างบางนี่แล้วเขาอยากทำตัวเป็นเด็ก คงเป็นเพราะบรรยากาศรอบตัวของอีกฝ่ายที่ดูสดใสและอ่อนโยนล่ะมั้ง เวลาอยู่ใกล้ๆเลยไม่อยากจะเก๊กใส่อะไร อยากพูดคุยด้วยสบายๆและก็รอยยิ้มที่แสนจะจริงใจนั้นมันไม่ยากเลยที่จะถึงขนาดทำให้เขาลืมเรื่องที่จะมาแก้แค้นแทนพี่สาวได้ ก็นะ...ใครที่ได้อยู่ใกล้ๆคนร่างบางข้างๆนี่ คงน้อยคนนักที่จะนึกเกลียดอีกฝ่าย และคงน้อยคนมากที่จะมองข้ามเสน่ห์เฉพาะตัวของร่างบางไป…
“ถ้าถามว่าโกรธไหม...ก็โกรธครับ แต่ตอนนี้ไม่โกรธแล้ว เพราะว่าพี่ได้ฟิลม์คืนแล้วนี่”
“ถ้าผมไม่ให้คืนแล้วเอามันมาบังคับพี่ พี่จะคบกับผมไหม?”
“ไม่ครับ”
“แล้วพี่จะทำไง...ฟ้องแฟนพี่เหรอ?”
“ไม่ฟ้องครับ ลำพังเขาทำงานทุกวันก็เหนื่อยมากแล้ว ถ้าจะให้เขาต้องมาปวดหัวกับเรื่องแบบนี้อีกคงไม่ดี ถ้าคุณส่งรูปพวกนั้นให้บอร์ดบริหารพี่ก็จะหนี ให้ใครหาตัวไม่เจอเขาก็จะพ้นข้อกล่าวหาไปเอง”
เขาอาจไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรมาก แต่หากสถานการณ์เป็นอย่างนั้นจริง เขาก็พร้อมที่จะปกป้องคังอินทุกวิถีทาง..
“แม้ว่าตัวพี่จะต้องไปอยู่ในที่ๆแสนลำบากน่ะเหรอ?”
“ครับ”
เหมือนในอกจะถูกบีบด้วยอะไรบางอย่าง ในชีวิตของเขาไม่เคยมีใครเลยเคยพูดแบบนี้ด้วย ผู้หญิงที่ผ่านเข้ามามากมาย ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ยืนอยู่เคียงข้างเขาได้จนถึงที่สุด เขาเองก็แค่ได้รับความสนุก ความสุขเพียงชั่วคราว มีคู่ควงมากมายจากบารมีเงินของพ่อกับพี่สาว คงจะดีไม่น้อยถ้าหากว่ามีใครสักคนยอมเสียสละเพื่อเราขนาดนี้... มันคงดีถ้าพี่จะพูดอย่างนั้นกับผม ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ผมถึงจะแทนที่เขาได้ ผมเจอพี่ด้วยอะไรบางอย่างพามาอาจเป็นพรหมลิขิต บางทีพี่อาจเป็นชิ้นส่วนที่จะอุดรอยโหว่ที่หัวใจของผมก็ได้ แม้ว่าผมจะต้องทำยังไงผมก็จะแย่งพี่มาเป็นของผม ...ผมตัดสินใจแล้ว... เด็กหนุ่มคิด
เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าเขาอยากได้ร่างบางข้างๆมาเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อแก้แค้นแทนพี่สาว แต่เพื่อหัวใจของตัวเอง... อย่างไรก็ตาม...หากเขาทำได้ คนข้างๆยอมเป็นของเขาจริงๆพี่สาวเขาก็จะได้แก้แค้นเช่นกัน ...ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว…
“ผมอยากเท่ห์แบบพี่จัง พี่รับผมเป็นน้องชายได้หรือเปล่า?”
“อยากมีพี่ชายเหรอ? เป็นพี่จะดีเหรอ...พี่ไม่เท่ห์ซะหน่อย”
ลีทึกรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกโดยส่วนตัวเขาเองอยากมีน้องชายมานานแล้ว มันคงสนุกดีถ้าได้มีน้องชายซี้ๆสักคนมีอะไรเขาก็จะเป็นคนสอนให้เหมือนที่คังอินมีซีวอนเป็นน้องชาย
“ผม จาง ยูฮวาน อยากได้พี่ลีทึกเป็นพี่ชายจะได้ไหมครับ?”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะก้มลงคำนับร่างบางอย่างนอบน้อมทำเอาคนที่ได้รับการคำนับหน้าเหวอไปเลย
“ไม่ต้องคำนับก็ได้น่า... นั่งลงเถอะ”
คนได้รับการคำนับพยายามดึงมือคนคำนับไม่ดูสถานที่ให้นั่งลงแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอมนั่ง
“รับผมเป็นน้องชายหรือเปล่า?”
เด็กหนุ่มยังไม่ยอมเงยศีรษะขึ้นยังคำนับอยู่แบบนั้น จนร่างบางถอนใจ...
“ก็ได้ครับน้องชาย...”
ทันทีที่ได้ยินคำเรียกแบบนั้นคนที่ก้มศีรษะไม่ยอมเงยก็เงยหน้าขึ้น ก่อนส่งยิ้มทะเล้นให้พี่ชายหมาดๆของเขา ทั้งสองคนยิ้มให้กันและกัน
“ลีทึกรอนานไหม……”
ปลายเสียงแผ่วลงไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเจ้าของชื่อไม่ได้อยู่คนเดียว
“คังอินมาแล้วเหรอ”
มือเรียวปล่อยมือของเด็กหนุ่มก่อนจะลุกไปหาคนตัวโตที่เพิ่งเดินเข้ามา คนตัวโตมองไปยังเด็กหนุ่มแปลกหน้าไม่ละสายตา เพราะอีกฝ่ายก็มองเขากลับ ดวงตาคมนั้นเหมือนจะท้าทายเขา...
“คังอินทำงานเสร็จแล้วใช่มั้ย?”
ดวงตาคมของคนตัวโตละจากการประสานสายตากับเด็กหนุ่มก่อนจะหลุบลงมองร่างบางที่เดินมายืนถามเขาข้างๆ
“เสร็จแล้ว….ลีทึกทานอะไรหรือยัง?”
“ทานแล้วแหละ พนักงานเขาเอามาให้... ทีหลังไม่ต้องให้เขามาดูแลลีทึกก็ได้นะ เกรงใจ... ดูคนเดินไปเดินมาก็สนุกดี ไม่เบื่อเลย... แล้วก็ไม่ได้นั่งคนเดียวด้วย ยูฮวานก็มานั่งเป็นเพื่อน”
ใบหน้าหล่อคมมองตามปลายนิ้วเรียวของอีกฝ่ายไปสบตากับเด็กหนุ่มคนเดิมที่ยังยืนมองพวกเขานิ่ง
“สวัสดีครับ ผมยูฮวานน้องชายคนสำคัญของพี่ลีทึก”
เด็กหนุ่มยิ้มมุมปากก่อนจะมองใบหน้าหล่อคมอย่างไม่เกรงกลัว คนตัวโตเลิกคิ้ว... ถ้าเขาฟังไม่ผิดเด็กนี่จงใจเน้นคำว่าคนสำคัญชัดๆ คังอินคลี่ยิ้มมุมปากเช่นกันก่อนจะเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม
“สวัสดี...ฉันคังอิน เป็นอะไรของลีทึกนะ?”
คนตัวโตเอื้อมมือไปโอบเอวของร่างบางที่ยืนอยู่ข้างๆมาแนบตัว ก่อนจะก้มลงมองคนในวงแขนเหมือนกับให้แนะนำตำแหน่งที่ดำรงอยู่ให้หน่อย ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองคนข้างๆเห็นสายตาของฝ่ายนั้นแล้วก็รู้สึกเขินๆ ตอนนี้เขาดำรงตำแหน่งแฟนหลอกๆของอีกฝ่ายอยู่ถ้าไม่แนะนำว่าเป็นแฟนเดี๋ยวคนในโรงแรมได้ยินแล้วรู้ไปถึงหูคุณแม่แฟนหลอกๆของเขาจะแย่เอาเปล่าๆ
“เอ่อ…..ยูฮวาน นี่พี่คังอินแฟนพี่เอง”
คนตัวโตคลี่ยิ้มก่อนจะเงยหน้ามองเด็กหนุ่มที่เขาคิดว่าคงไม่ได้มาเป็นพันธมิตรกับเขาอย่างเป็นต่อ ยูฮวานรู้สึกขัดใจเล็กน้อยไอ้หมอนั่นมันจงใจให้พี่ลีทึกแนะนำมันแบบนั้น..
“ถ้าทานอะไรไปบ้างแล้วเรากลับบ้านกันดีกว่า คังอินเหนื่อยจังอยากนอนจะแย่~”
“อืม….ก็ได้ งั้นน้องยูฮวานพี่กลับก่อนนะครับ แล้วเจอกันโอกาสหน้านะครับ”
ร่างบางหันมายิ้มให้เด็กหนุ่มที่ยืนหน้าตึงอยู่ เด็กหนุ่มร่างสูงรีบปรับสีหน้าทันทีก่อนจะส่งยิ้มตอบกลับและเอื้อมมือไปจับมือเรียวของร่างบางมากุมไว้ และเมื่อส่งยิ้มให้กับเจ้าของมือเรียวไปแล้ว เด็กหนุ่มก็มองไปสบตากับคนตัวโตที่ยืนโอบเอวร่างบางอยู่ก่อนจะยกคิ้วเป็นเชิงเยาะเย้ย
“ครับแล้วเจอกัน หลับฝันดีนะครับ...พี่ลีทึก”
คิ้วเข้มขมวดมุ่น...ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทำไมไอ้เด็กนี่มันมองเขาแบบไม่เป็นมิตร ที่แท้ก็จะมาจีบแฟนเขานี่เองฉลาดนะเข้ามาเป็นน้องก่อนแถมมีแอบจับมือ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนที่ทำแบบนี้กับคนของเขาคงเละไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้วัยวุฒิเขามากขึ้นไม่ใช่เด็กหนุ่มใจร้อนจะให้ลงมือชกต่อยเด็กที่อ่อนกว่ามันก็ใช่ที่ มันมีวิธีการที่ดีกว่านั้นอยู่ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้เด็กนี่มันจะจีบได้สักกี่น้ำ...
“กลับกันได้รึยังครับลีทึก... คังอินหิวแล้ว~” คนตัวโตทำเสียงอ้อนนิดๆเรียกความสนจากร่างบางได้ทันที
“อืม ไปสิ…..คังอินเป็นอะไรหรือเปล่า ดูเพลียๆไปหาหมอไหม? หรืออยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เดี๋ยวกลับไปถึงบ้านจะได้ทำให้”
เมื่อเห็นว่าคนตัวโตทำท่าทางเหนื่อยๆร่างบางก็ร้อนรนจนไม่ได้สนใจบุคคลที่สามอีกต่อไป ตอนนี้เขาเป็นห่วงคนตัวโตมากกว่า...
ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มก่อนจะหมุนตัวกลับหลังแล้วรั้งเอวบางให้เดินไปกับเขา แค่เพียงทำเป็นอ้อนนิดหน่อยก็สามารถดึงความสนใจของร่างบางมาจากเด็กหนุ่มได้อย่างไม่น่าเชื่อ ...ถ้าเขาคิดว่าตัวเองชนะจะผิดไหม?...
ยูฮวานกัดฟันกรอด... ก่อนจะเดินจากไป ไอ้หมอนั่นยังอุตส่าห์หันมาส่งยิ้มเป็นต่อให้กับเขา ให้มันยิ้มไปก่อนเถอะ สักวันฉันจะเป็นคนโอบเอวพี่ลีทึกแทนแกแน่ๆ คังอิน…
TBC.
edit @ 14 Jul 2008 01:44:22 by AyO
กรี๊ดกร๊าดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

