[S] Give Me Your HEART! <15>
posted on 15 Dec 2009 00:04 by ayofix in SJFIC
Title: Give Me Your HEART! (ขอได้ไหม...หัวใจนางฟ้า) <15>
Author: Ayo
Paring: KangTeuk
Rate: PG-13(This Part)
Category: Romantic / Comedy
Author’s Note: ขอโทษที่มาลงช้าไปหนึ่งอาทิตย์ เพราะว่ายุ่งมากจริงๆ ตอนนี้ก็งานเข้าอีกแล้ว อย่าเกลียดแตฮีมากนะ ในตอนนี้เขียนออกมาให้ทุกคนรับรู้ว่ายองอุนกับจองซูเป็นคนรักกันจริงๆ ผิดพลาดยังไงก็ติชมกันได้ จะปรับปรุงแก้ไขเรื่อยๆ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาตลอดค่ะ ^^
$..$..$..$..$..$..$..$..$..$
ปากกาสีเงินด้านถูกเคาะลงบนแฟ้มเอกสารเป็นจังหวะจนเกิดเสียงดังไปทั่วห้อง เจ้าของปากกาเหม่อสายตาไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้สนใจเอกสารในแฟ้มสักนิด คิ้วเรียวย่นเข้าหากัน ใบหน้าหวานยุ่งอย่างใช้ความคิด
ฮีชอลเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารในมือตัวเองเมื่ออ่านรายงานการตลาดให้เพื่อนร่างบางฟังจบแล้ว คิ้วโก่งสวยขมวดแทบจะทันทีเมื่อเห็นอาการเหม่อลอยของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่
..นี่ตกลงแกไม่ได้ฟังที่ฉันรายงานไปเลยใช่ไหม?..
“นี่จองซู! ที่อ่านให้ฟังน่ะ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาบ้างไหมฮึ?”
เสียงแหลมของร่างเพรียวที่นั่งอยู่ตรงโซฟาเรียกให้คนเหม่อถึงกลับสะดุ้งก่อนจะรีบเบนสายตาไปมองเจ้าของเสียง ร่างบางยิ้มหวานให้เมื่อเห็นหน้าตาเหวี่ยงๆของฝ่ายนั้น
“ขอโทษนะฮีชอล อีกทีได้ไหม”
บอกเพื่อนเสียงอ่อยอย่างสำนึกผิด คนโดนขอร้องถอนหายใจก่อนจะปิดแฟ้มแล้วโยนลงที่โต๊ะตัวเล็ก
“มีสมาธิเมื่อไหร่ก็อ่านเองแล้วกัน......ใจลอยเรื่องอะไรไม่ทราบ?”
เมื่อพูดเรื่องงานไปคนที่อยู่หลังโต๊ะทำงานก็ไม่มีสมาธิฮีชอลเลยเลือกที่จะพักเรื่องงานเอาไว้ก่อน ใบหน้าสวยมองตรงมายังคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ เหม่อเอาเหม่อเอาอย่างนั้นคงมีเรื่องรบกวนจิตใจอยู่สิท่า
จองซูเอียงคอแล้วเคาะปากกาลงบนโต๊ะอีกสองสามที ราวกับชั่งใจว่าจะบอกเพื่อนดีไหม แล้วสุดท้ายเจ้าของใบหน้าหวานก็ยืดตัวตรงก่อนจะมองสบตากับเพื่อนที่ดูก็รู้ว่าฝ่ายนั้นกำลังคาดเดาว่าเขามีเรื่องอะไรรบกวนจิตใจออก
“มีคนมาทวงยองอุนคืน.....เขาบอกว่าเป็นแฟนยองอุน”
คิ้วโก่งเลิกขึ้นแล้วยื่นมือไปยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม ดวงตายังจับจ้องใบหน้าหวานคล้ายจะบอกว่ากำลังฟังเรื่องที่เล่าอยู่อย่างตั้งใจ
“แล้วไง ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ ไม่เห็นต้องมานั่งคิดอะไรมากเลย”
มือเรียวยาววางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ เพราะไม่เข้าใจว่าร่างบางนั่นมานั่งคิดมากทำไม ก็อย่างที่บอกว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยซะยิ่งกว่าฝนตก หนักๆแรงๆรึก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ สำหรับเรื่องไอ้น้องชายสุดที่รักของเพื่อนร่างบางนี่เจอมาร้อยแปด เคยเจอกระทั่งมาอ้างว่าท้องกับไอ้เด็กเวรนั่นด้วยก็มี แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ไม่ใช่รึ แล้วทำไมครั้งนี้มานั่งหนักใจกับไอ้แค่มีคนออกมาบอกว่าเป็นแฟนกับเจ้าเด็กนั่นหล่ะ
ร่างบางวางปากกาในมือลงก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกมือขึ้นเสยผมนุ่มสลวยของตัวเอง
“คนคราวนี้น่ะ เขาเป็นพี่ชายเพื่อนรักยองอุน แล้วก็ท่าจะราวีไม่เลิก”
“แล้วไง ก็ตะเพิดซะให้กระเจิงเหมือนรายที่แล้วๆมาก็จบ”
ฮีชอลยักไหล่ราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมายที่จะต้องมานั่งคิดมาก จองซูถอนหายใจก่อนจะยกแขนขึ้นกอดอก
“ไม่รู้สิ อย่างน้อยเขาก็เป็นพี่ชายเพื่อนรักยองอุน อีกอย่างก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาทำแบบนั้นทำไม ฉันแค่รู้สึกว่าระหว่างเขากับเจ้าตัวแสบของฉันน่าจะมีตื้นลึกหนาบางอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงไม่มาหาเรื่องหรอก”
“คิดมากว่ะจองซู ตื้นลึกหนาบางบ้าอะไร คนที่คิดจะแย่งแฟนชาวบ้านน่ะมันไม่มีตื้นลึกอะไรหรอก แค่ทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นเขามีความสุขก็เท่านั้น ถ้าจะให้ดีฉันว่าแกรีบกำจัด หรือไม่ก็จบเรื่องไปเลยดีกว่า เพราะไม่งั้นแกนั่นแหละที่จะเป็นบ้ารู้หรือเปล่า”
คนได้รับคำแนะนำถอนหายใจ ชักเห็นด้วยกับคำชี้แนะของร่างเพรียว นั่นสิเขาจะมานั่งคิดมากไปทำไมว่าหมอนั่นมีจุดประสงค์อะไร ถึงแม้จะอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง แตฮีมีความสัมพันธ์กับยองอุนมากแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายนั้นอีกแล้ว ให้เรื่องมันจบไปเลยก็ดีเหมือนกัน หวังว่าข้อความที่ส่งไปให้เมื่อคืนจะทำ
ให้ฝ่ายนั้นไม่กล้ามายุ่งเกี่ยวและราวีอะไรอีกต่อไป
“กลางวันนี้ไปกินข้าวที่ไหน ไปกับฉันหรือเปล่า?”
เสียงแหลมของร่างเพรียวตรงโซฟาเรียกให้ต้องเลิกคิดเรื่องอื่น ใบหน้าหวานหันไปมองก่อนจะส่งยิ้มให้คนชวนอย่างขอบใจ
“ไม่ล่ะ วันนี้ยองอุนว่าจะพาไปกินภัตตาคารแถวๆทงแดมุนน่ะ”
“เหรอจ๊ะ.....ตัวติดกันจริงนะพ่อสองคนพี่น้อง”
เรียวปากอิ่มคลี่ยิ้มกับคำแซวแฝงความนัยของเพื่อนรัก....
.
..
...
ใบหน้าหล่อคมก้มลงอ่านเอกสารในมือ คิ้วเข้มย่นเข้าหากันก่อนจะกดเรียกเลขาหน้าห้องให้เข้ามาหาเมื่อพบความผิดพลาดในเอกสาร ยองอุนสั่งเลขาส่วนตัวให้ออกไปแก้ไขเอกสารที่ผิดใหม่ และเมื่อเลขาออกไปแล้ว เด็กหนุ่มก็หมุนเก้าอี้ หันไปทางหน้าต่างของห้องเพื่อมองวิว ตอนนี้เขารู้สึกคุ้นชินกับการเข้ามาเป็นผู้บริหารงานบริษัทของพ่อมากแล้ว ทุกๆวันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเติบโตและเริ่มรับผิดชอบงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความน่าเกรงขาม อำนาจการตัดสินใจ และการยอมรับจากผู้อาวุธโสในบริษัทเริ่มมีมาให้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่พ่อเขาเองก็ดูเหมือนจะวางใจให้ตัดสินใจในเรื่องธุรกิจมากขึ้น ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มเมื่อคิดไปถึงคนที่ลากเขามาทำงานที่นี่ หากไม่มีร่างบางนั่นเขาก็คงยังเป็นเด็กในสายตาใครต่อใคร คงยังเป็นแค่คุณหนูผู้สร้างแต่ความเดือดร้อนงานการไม่เอาอยู่แบบนั้น และถ้าร่างบางไม่เป็นคนเริ่มให้ในทุกเรื่องบางทีความสุขที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คงไม่เกิด....
มือใหญ่ควักโทรศัพท์จากในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาก่อนจะต้องยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นภาพพักหน้าจอ ...ทั้งๆที่ห้องเราใกล้กันแค่นี้แต่ทำไมถึงได้คิดถึงนักก็ไม่รู้...
มือใหญ่กดเบอร์ของคนที่อยู่ในความคิดถึงของตัวเองก่อนจะรอสายอยู่สักครู่ปลายสายก็รับ
“ฮัลโหล....มีอะไร”
เสียงหวานดังมาจากปลายสาย แค่เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็ทำเอาหัวใจมันชุ่มชื่นเสียจริงๆ
“ไม่มีอะไรแล้วยองอุนโทรหาไม่ได้เหรอ”
กรอกน้ำเสียงกวนๆลงไปให้ปลายสายได้ยิน ใบหน้าหล่อคมยิ้มอย่างสบายอารมณ์ที่ได้กวนคนที่โทรหา
“โทรมากวนกันมันเปลืองไหมเนี่ย~.....ไม่ทำงานหรือไง”
ทั้งๆที่คิดว่าปลายสายจะโกรธเพราะถ้อยคำกวนประสาทแต่ก็เปล่า อีกฝ่ายกลับถามกลับมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ก็ทำอยู่นี่ไง.....เพราะการโทรหาชากีก็เป็นงานอย่างหนึ่งเหมือนกัน”
หยอดคำหวานให้ปลายสายเขินเล่น แล้วก็ดูท่าว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆเมื่อปลายสายด่ากลับมา
“เลี่ยน! ......ว่างมากใช่ไหม พี่จะได้ให้ลงไปช่วยคนงานเขาทำสวน”
ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มกับคำตอบของพี่ชายที่รัก
“ใจร้ายจังเลย จะใช้ยองอุนเป็นคนสวนเนี่ย ไม่กลัวยองอุนเหนื่อยตายเหรอ”
ตัดพ้อไม่จริงจังนักเลยเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย
“ถ้าไม่อยากเป็นคนสวนล่ะก็วางแล้วรีบไปทำงานซะ เพราะถ้าขืนยังเกเรไม่ยอมทำงานพี่จะปลดให้ออกจากตำแหน่งซะเลย” ปลายสายขู่ไม่จริงจัง
“วางก็ได้ แต่จูบก่อนดิแล้วจะวาง”
ทำน้ำเสียงอ้อนให้ปลายสายเห็นใจ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ดูเหมือนจะอึ้งเลยเงียบไป
“บ้าเหรอยองอุน เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสักหน่อยพี่จะจูบได้ยังไงเล่า วางได้แล้ว”
น้ำเสียงที่ส่งกลับมาบ่งบอกว่าปลายสายเขินถึงได้พูดแบบนั้น ทำเอาคนตัวโตต้องหัวเราะอย่างชอบใจ
“ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็จูบได้ เอ๋.....หรืออยากให้ยองอุนเดินไปให้ชากีจูบที่ห้อง”
เด็กหนุ่มทำน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ใส่ก่อนจะกัดปากกลั้นยิ้มอยู่คนเดียว
“ไม่ต้องเลย เลิกอู้ได้แล้ว แค่นี้นะพี่จะทำงานต่อ”
“ก็ได้...ใจร้ายจัง....กลางวันนี้อย่าลืมไปกินข้าวด้วยกันนะ..”
ย้ำกับคนปลายสายก่อนจะส่งเสียงจุ๊บเบาๆในตอนท้ายแล้วกดวางโทรศัพท์
จองซูยกโทรศัพท์ออกจากหูแล้วส่ายหน้ายิ้มให้กับโทรศัพท์ที่เพิ่งถูกวางไป ใบหน้าหวานก้มลงเซ็นเอกสารต่อโดยที่เรียวปากอิ่มหุบยิ้มลงไม่ได้
$..$..$..$..$..$..$..$..$..$
กว่ายองอุนจะเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารอีกครั้งก็เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางไว้บนโต๊ะดังขึ้นทำลายสมาธิ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะคว้ามือถือขึ้นมาดู ตอนแรกคิดว่าคงเป็นสายเรียกเข้าจากคนที่ทำงานอยู่อีกห้องที่คงจะโทรมาทวงสัญญาทานข้าวกลางวัน แต่พอเห็นเบอร์กลับรู้สึกแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะรับหรือไม่รับดี.......
“ฮัลโหล....ครับพี่แตฮี”
แม้ในส่วนลึกจะไม่อยากรับมากเพียงใดแต่สุดท้ายเด็กหนุ่มตัวโตก็กดรับสาย
“ยองอุน....พี่.....ช่วยพี่ด้วย..พี่เจ็บจังเลย”
เสียงพูดขาดหายและเหนื่อยหอบแสดงถึงความเจ็บปวดจากปลายสาย ทำให้คนตัวโตลุกจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ เมื่อรับรู้ว่าคนโทรมาอาการไม่ค่อยดี
“พี่แตฮีเป็นอะไรน่ะ!”
กรอกน้ำเสียงร้อนรนลงไปอย่างเป็นห่วงจริงๆ ใบหน้าหล่อคมเครียดขรึม
“ยองอุน....เจ็บหน้าอก....มาหาพี่ที.....”
น้ำเสียงที่แสนจะเจ็บปวดทำให้คนได้ฟังทนเฉยอยู่ไม่ได้ ขายาวก้าวตรงไปยังประตูห้องแล้วกระชากออกอย่างร้อนรน เป็นห่วงกลัวว่าพี่ชายเพื่อนจะเป็นอะไรไป กลัวว่าโรคร้ายที่อีกฝ่ายเป็นจะกำเริบ....
.
..
...
จองซูมองนาฬิกาแล้วเหลือบมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างรอคอยว่าเมื่อไหร่คนที่นัดทานข้าวด้วยกันไว้จะโทรมาหา นี่ก็เลยเวลานัดมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วด้วย มือเรียวยื่นออกไปคว้าโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดโทรออกเมื่อชักรอไม่ไหว.........
......เจ้าของใบหน้าหวานขมวดคิ้วเมื่อโทรไปแล้วเจ้าตัวดีไม่ยอมรับสาย
ไปไหนของเขานะ?
ร่างบางโทรอยู่อีกสามสี่ครั้งก่อนจะถอดใจเมื่อปลายสายไม่รับสักครั้งเดียว เจ้าของใบหน้าหวานกำโทรศัพท์ไว้ในมือก่อนจะครุ่นคิดถึงเหตุผลที่น้องชายไม่ยอมรับโทรศัพท์ แล้วความห่วงใยก็แล่นเข้ามาในหัว ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรไปหรอกนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวและกังวล แต่ก่อนที่จะได้กังวลมากไปกว่านั้นมือถือในมือก็ดังพร้อมกับสั่นจนสะดุ้ง ร่างบางยกมือถือขึ้นมาดูก่อนจะยิ้มอย่างโล่งอกแล้วรีบกดรับ
“ฮัลโหลยองอุน...อยู่ไหนน่ะ.....ทำไมโทรไปแล้วไม่รับ?”
ท้ายประโยคแฝงไปด้วยน้ำเสียงคาดคั้นเล็กน้อย
“เอ่อ...ชากี ขอโทษนะที่ไม่ได้รับสายพอดีมีเรื่องนิดหน่อย”
เสียงห้าวที่ตอบกลับมาทำเอาใบหน้าหวานยุ่งมากกว่าเดิม
“เรื่องอะไร อยู่ไหนเนี่ย?”
“คือ.....อยู่ข้างนอก พอดีพี่ชายยูชอนไม่สบายกะทันหัน ยองอุนเลยพามาส่งโรงพยาบาล”
ร่างบางกัดปาก แม้คนรักจะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่เขาก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร....
“เรื่องทานข้าวน่ะ ยองอุนคงไปไม่ได้แล้ว ถ้าไงชากีไปกินกับป้าฮีชอลก่อนได้ไหม”
ความน้อยใจแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในหัวเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไม อยากถามเจ้าตัวดีกลับไปว่าหมอนั่นสำคัญกว่าพี่อีกเหรอแต่ก็ไม่ถาม จองซูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เจ็บที่อกเหลือเกิน....
“เหรอ.....งั้นก็ดูแลเขาไปเถอะ”
พยายามสะกดเสียงตัวเองให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาหากแต่ก็กลั้นเอาไว้ เขาไม่ใช่เด็กที่จะมานั่งร้องไห้เพียงเพราะว่าแฟนผิดนัด
น้ำเสียงเรียบเฉยของพี่ชายร่างบางทำให้เด็กหนุ่มตัวโตถอนหายใจ และโดยไม่ทันได้สังเกตอะไรจึงคิดไปว่าปลายสายคงหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ
“งั้นแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวยองอุนทำอะไรที่โรงพยาบาลเสร็จจะรีบกลับไปหานะครับ....รักชากีนะ”
เสียงห้าวบอกรักอย่างอบอุ่น แต่ความอบอุ่นนั้นเข้ามาไม่ถึงจิตใจของร่างบางเสียแล้ว มือเรียววางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะเมื่อคนโทรมาตัดสายไป ใบหน้าหวานเงยมองเพดานเพื่อไล่หยาดน้ำตา ....ใครจะว่าเขางี่เง่าน้อยใจไม่เข้าเรื่องก็ตามสบายเถอะ เพราะ ณ ตอนนี้เขารู้ว่าศัตรูคงกำลังคลี่ยิ้มแห่งชัยชนะอยู่เป็นแน่....
.
..
...
ยองอุนเดินกลับมายังที่นั่งรอตรวจ ร่างใหญ่ทรุดตัวลงข้างพี่ชายเพื่อน ใบหน้าหล่อคมยังมองที่ภาพพักหน้าจอมือถือราวกับอาลัยอาวรณ์เสียเหลือเกิน ซึ่งอาการนั้นส่งผลให้คนแกล้งป่วยรู้สึกไม่พอใจมาก
“พี่ขอโทษนะที่เรียกยองอุนออกมาหากะทันหัน ถ้ายังไงยองอุนกลับไปหาแฟนเถอะ พี่อยู่คนเดียวได้”
แต่แม้จะรู้สึกไม่พอใจมากเพียงใดที่เด็กหนุ่มข้างตัวออกอาการอยากกลับไปหาคนรัก แตฮีก็เลือกที่จะสะกดอาการเหล่านั้นลงไปแล้วพูดทุกอย่างตรงข้ามกับความคิดตัวเอง
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมโทรบอกเขาแล้ว รอพี่แตฮีตรวจเสร็จผมค่อยกลับไปหาเขาก็ได้”
บอกก่อนจะหันไปยิ้มให้คนข้างตัวเพราะกลัวอีกฝ่ายจะคิดมาก สำหรับเขาพี่ชายของเพื่อนก็เหมือนพี่ชายตัวเอง ไอ้จะให้ทำกิริยาไม่เหมาะสมหรือทิ้งคนป่วยไว้คนเดียวคงจะทำไม่ได้ เด็กหนุ่มตัวโตส่งยิ้มให้ร่างเล็กบางซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบ แต่ทันทีที่ใบหน้าหล่อคมหันไปทางอื่น ใบหน้าสวยกว่าผู้หญิงที่เคยมียิ้มอ่อนหวานก็แปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายขึ้นมาทันที ความจริงวันนี้เขาไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด ไม่ได้มีอาการเจ็บหน้าอกอย่างที่โทรไปบอกคนตัวโตเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่าคนข้างๆจะมาแน่ถ้ารู้ว่าเขาป่วยจึงโทรไปหา แล้วมันก็เป็นจริงเสียด้วย
ยองอุนแทบจะบินมาหาเขาด้วยความเป็นห่วง คิดไปแล้วก็เหยียดยิ้มพึงใจ ป่านนี้ไอ้ผู้ชายหน้าด้านคนนั้นคงเกือบจะเป็นบ้า ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครกันแน่ที่สำคัญที่สุดสำหรับยองอุน....
$..$..$..$..$..$..$..$..$..$
Author: Ayo
Paring: KangTeuk
Rate: PG-13(This Part)
Category: Romantic / Comedy
Author’s Note: ขอโทษที่มาลงช้าไปหนึ่งอาทิตย์ เพราะว่ายุ่งมากจริงๆ ตอนนี้ก็งานเข้าอีกแล้ว อย่าเกลียดแตฮีมากนะ ในตอนนี้เขียนออกมาให้ทุกคนรับรู้ว่ายองอุนกับจองซูเป็นคนรักกันจริงๆ ผิดพลาดยังไงก็ติชมกันได้ จะปรับปรุงแก้ไขเรื่อยๆ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามกันมาตลอดค่ะ ^^
$..$..$..$..$..$..$..$..$..$
ปากกาสีเงินด้านถูกเคาะลงบนแฟ้มเอกสารเป็นจังหวะจนเกิดเสียงดังไปทั่วห้อง เจ้าของปากกาเหม่อสายตาไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้สนใจเอกสารในแฟ้มสักนิด คิ้วเรียวย่นเข้าหากัน ใบหน้าหวานยุ่งอย่างใช้ความคิด
ฮีชอลเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารในมือตัวเองเมื่ออ่านรายงานการตลาดให้เพื่อนร่างบางฟังจบแล้ว คิ้วโก่งสวยขมวดแทบจะทันทีเมื่อเห็นอาการเหม่อลอยของคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่
..นี่ตกลงแกไม่ได้ฟังที่ฉันรายงานไปเลยใช่ไหม?..
“นี่จองซู! ที่อ่านให้ฟังน่ะ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาบ้างไหมฮึ?”
เสียงแหลมของร่างเพรียวที่นั่งอยู่ตรงโซฟาเรียกให้คนเหม่อถึงกลับสะดุ้งก่อนจะรีบเบนสายตาไปมองเจ้าของเสียง ร่างบางยิ้มหวานให้เมื่อเห็นหน้าตาเหวี่ยงๆของฝ่ายนั้น
“ขอโทษนะฮีชอล อีกทีได้ไหม”
บอกเพื่อนเสียงอ่อยอย่างสำนึกผิด คนโดนขอร้องถอนหายใจก่อนจะปิดแฟ้มแล้วโยนลงที่โต๊ะตัวเล็ก
“มีสมาธิเมื่อไหร่ก็อ่านเองแล้วกัน......ใจลอยเรื่องอะไรไม่ทราบ?”
เมื่อพูดเรื่องงานไปคนที่อยู่หลังโต๊ะทำงานก็ไม่มีสมาธิฮีชอลเลยเลือกที่จะพักเรื่องงานเอาไว้ก่อน ใบหน้าสวยมองตรงมายังคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ เหม่อเอาเหม่อเอาอย่างนั้นคงมีเรื่องรบกวนจิตใจอยู่สิท่า
จองซูเอียงคอแล้วเคาะปากกาลงบนโต๊ะอีกสองสามที ราวกับชั่งใจว่าจะบอกเพื่อนดีไหม แล้วสุดท้ายเจ้าของใบหน้าหวานก็ยืดตัวตรงก่อนจะมองสบตากับเพื่อนที่ดูก็รู้ว่าฝ่ายนั้นกำลังคาดเดาว่าเขามีเรื่องอะไรรบกวนจิตใจออก
“มีคนมาทวงยองอุนคืน.....เขาบอกว่าเป็นแฟนยองอุน”
คิ้วโก่งเลิกขึ้นแล้วยื่นมือไปยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม ดวงตายังจับจ้องใบหน้าหวานคล้ายจะบอกว่ากำลังฟังเรื่องที่เล่าอยู่อย่างตั้งใจ
“แล้วไง ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ ไม่เห็นต้องมานั่งคิดอะไรมากเลย”
มือเรียวยาววางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ เพราะไม่เข้าใจว่าร่างบางนั่นมานั่งคิดมากทำไม ก็อย่างที่บอกว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยซะยิ่งกว่าฝนตก หนักๆแรงๆรึก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ สำหรับเรื่องไอ้น้องชายสุดที่รักของเพื่อนร่างบางนี่เจอมาร้อยแปด เคยเจอกระทั่งมาอ้างว่าท้องกับไอ้เด็กเวรนั่นด้วยก็มี แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ไม่ใช่รึ แล้วทำไมครั้งนี้มานั่งหนักใจกับไอ้แค่มีคนออกมาบอกว่าเป็นแฟนกับเจ้าเด็กนั่นหล่ะ
ร่างบางวางปากกาในมือลงก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยกมือขึ้นเสยผมนุ่มสลวยของตัวเอง
“คนคราวนี้น่ะ เขาเป็นพี่ชายเพื่อนรักยองอุน แล้วก็ท่าจะราวีไม่เลิก”
“แล้วไง ก็ตะเพิดซะให้กระเจิงเหมือนรายที่แล้วๆมาก็จบ”
ฮีชอลยักไหล่ราวกับมันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากมายที่จะต้องมานั่งคิดมาก จองซูถอนหายใจก่อนจะยกแขนขึ้นกอดอก
“ไม่รู้สิ อย่างน้อยเขาก็เป็นพี่ชายเพื่อนรักยองอุน อีกอย่างก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาทำแบบนั้นทำไม ฉันแค่รู้สึกว่าระหว่างเขากับเจ้าตัวแสบของฉันน่าจะมีตื้นลึกหนาบางอยู่บ้าง ไม่งั้นก็คงไม่มาหาเรื่องหรอก”
“คิดมากว่ะจองซู ตื้นลึกหนาบางบ้าอะไร คนที่คิดจะแย่งแฟนชาวบ้านน่ะมันไม่มีตื้นลึกอะไรหรอก แค่ทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่นเขามีความสุขก็เท่านั้น ถ้าจะให้ดีฉันว่าแกรีบกำจัด หรือไม่ก็จบเรื่องไปเลยดีกว่า เพราะไม่งั้นแกนั่นแหละที่จะเป็นบ้ารู้หรือเปล่า”
คนได้รับคำแนะนำถอนหายใจ ชักเห็นด้วยกับคำชี้แนะของร่างเพรียว นั่นสิเขาจะมานั่งคิดมากไปทำไมว่าหมอนั่นมีจุดประสงค์อะไร ถึงแม้จะอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง แตฮีมีความสัมพันธ์กับยองอุนมากแค่ไหน แต่ก็ไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับฝ่ายนั้นอีกแล้ว ให้เรื่องมันจบไปเลยก็ดีเหมือนกัน หวังว่าข้อความที่ส่งไปให้เมื่อคืนจะทำ
ให้ฝ่ายนั้นไม่กล้ามายุ่งเกี่ยวและราวีอะไรอีกต่อไป
“กลางวันนี้ไปกินข้าวที่ไหน ไปกับฉันหรือเปล่า?”
เสียงแหลมของร่างเพรียวตรงโซฟาเรียกให้ต้องเลิกคิดเรื่องอื่น ใบหน้าหวานหันไปมองก่อนจะส่งยิ้มให้คนชวนอย่างขอบใจ
“ไม่ล่ะ วันนี้ยองอุนว่าจะพาไปกินภัตตาคารแถวๆทงแดมุนน่ะ”
“เหรอจ๊ะ.....ตัวติดกันจริงนะพ่อสองคนพี่น้อง”
เรียวปากอิ่มคลี่ยิ้มกับคำแซวแฝงความนัยของเพื่อนรัก....
.
..
...
ใบหน้าหล่อคมก้มลงอ่านเอกสารในมือ คิ้วเข้มย่นเข้าหากันก่อนจะกดเรียกเลขาหน้าห้องให้เข้ามาหาเมื่อพบความผิดพลาดในเอกสาร ยองอุนสั่งเลขาส่วนตัวให้ออกไปแก้ไขเอกสารที่ผิดใหม่ และเมื่อเลขาออกไปแล้ว เด็กหนุ่มก็หมุนเก้าอี้ หันไปทางหน้าต่างของห้องเพื่อมองวิว ตอนนี้เขารู้สึกคุ้นชินกับการเข้ามาเป็นผู้บริหารงานบริษัทของพ่อมากแล้ว ทุกๆวันรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเติบโตและเริ่มรับผิดชอบงานได้มากขึ้นเรื่อยๆ ความน่าเกรงขาม อำนาจการตัดสินใจ และการยอมรับจากผู้อาวุธโสในบริษัทเริ่มมีมาให้อย่างต่อเนื่อง แม้แต่พ่อเขาเองก็ดูเหมือนจะวางใจให้ตัดสินใจในเรื่องธุรกิจมากขึ้น ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มเมื่อคิดไปถึงคนที่ลากเขามาทำงานที่นี่ หากไม่มีร่างบางนั่นเขาก็คงยังเป็นเด็กในสายตาใครต่อใคร คงยังเป็นแค่คุณหนูผู้สร้างแต่ความเดือดร้อนงานการไม่เอาอยู่แบบนั้น และถ้าร่างบางไม่เป็นคนเริ่มให้ในทุกเรื่องบางทีความสุขที่มีอยู่ในตอนนี้ก็คงไม่เกิด....
มือใหญ่ควักโทรศัพท์จากในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาก่อนจะต้องยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นภาพพักหน้าจอ ...ทั้งๆที่ห้องเราใกล้กันแค่นี้แต่ทำไมถึงได้คิดถึงนักก็ไม่รู้...
มือใหญ่กดเบอร์ของคนที่อยู่ในความคิดถึงของตัวเองก่อนจะรอสายอยู่สักครู่ปลายสายก็รับ
“ฮัลโหล....มีอะไร”
เสียงหวานดังมาจากปลายสาย แค่เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคก็ทำเอาหัวใจมันชุ่มชื่นเสียจริงๆ
“ไม่มีอะไรแล้วยองอุนโทรหาไม่ได้เหรอ”
กรอกน้ำเสียงกวนๆลงไปให้ปลายสายได้ยิน ใบหน้าหล่อคมยิ้มอย่างสบายอารมณ์ที่ได้กวนคนที่โทรหา
“โทรมากวนกันมันเปลืองไหมเนี่ย~.....ไม่ทำงานหรือไง”
ทั้งๆที่คิดว่าปลายสายจะโกรธเพราะถ้อยคำกวนประสาทแต่ก็เปล่า อีกฝ่ายกลับถามกลับมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ก็ทำอยู่นี่ไง.....เพราะการโทรหาชากีก็เป็นงานอย่างหนึ่งเหมือนกัน”
หยอดคำหวานให้ปลายสายเขินเล่น แล้วก็ดูท่าว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆเมื่อปลายสายด่ากลับมา
“เลี่ยน! ......ว่างมากใช่ไหม พี่จะได้ให้ลงไปช่วยคนงานเขาทำสวน”
ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มกับคำตอบของพี่ชายที่รัก
“ใจร้ายจังเลย จะใช้ยองอุนเป็นคนสวนเนี่ย ไม่กลัวยองอุนเหนื่อยตายเหรอ”
ตัดพ้อไม่จริงจังนักเลยเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่น้อย
“ถ้าไม่อยากเป็นคนสวนล่ะก็วางแล้วรีบไปทำงานซะ เพราะถ้าขืนยังเกเรไม่ยอมทำงานพี่จะปลดให้ออกจากตำแหน่งซะเลย” ปลายสายขู่ไม่จริงจัง
“วางก็ได้ แต่จูบก่อนดิแล้วจะวาง”
ทำน้ำเสียงอ้อนให้ปลายสายเห็นใจ ซึ่งฝ่ายนั้นก็ดูเหมือนจะอึ้งเลยเงียบไป
“บ้าเหรอยองอุน เราไม่ได้อยู่ด้วยกันสักหน่อยพี่จะจูบได้ยังไงเล่า วางได้แล้ว”
น้ำเสียงที่ส่งกลับมาบ่งบอกว่าปลายสายเขินถึงได้พูดแบบนั้น ทำเอาคนตัวโตต้องหัวเราะอย่างชอบใจ
“ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็จูบได้ เอ๋.....หรืออยากให้ยองอุนเดินไปให้ชากีจูบที่ห้อง”
เด็กหนุ่มทำน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ใส่ก่อนจะกัดปากกลั้นยิ้มอยู่คนเดียว
“ไม่ต้องเลย เลิกอู้ได้แล้ว แค่นี้นะพี่จะทำงานต่อ”
“ก็ได้...ใจร้ายจัง....กลางวันนี้อย่าลืมไปกินข้าวด้วยกันนะ..”
ย้ำกับคนปลายสายก่อนจะส่งเสียงจุ๊บเบาๆในตอนท้ายแล้วกดวางโทรศัพท์
จองซูยกโทรศัพท์ออกจากหูแล้วส่ายหน้ายิ้มให้กับโทรศัพท์ที่เพิ่งถูกวางไป ใบหน้าหวานก้มลงเซ็นเอกสารต่อโดยที่เรียวปากอิ่มหุบยิ้มลงไม่ได้
$..$..$..$..$..$..$..$..$..$
กว่ายองอุนจะเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารอีกครั้งก็เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางไว้บนโต๊ะดังขึ้นทำลายสมาธิ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันก่อนจะคว้ามือถือขึ้นมาดู ตอนแรกคิดว่าคงเป็นสายเรียกเข้าจากคนที่ทำงานอยู่อีกห้องที่คงจะโทรมาทวงสัญญาทานข้าวกลางวัน แต่พอเห็นเบอร์กลับรู้สึกแบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะรับหรือไม่รับดี.......
“ฮัลโหล....ครับพี่แตฮี”
แม้ในส่วนลึกจะไม่อยากรับมากเพียงใดแต่สุดท้ายเด็กหนุ่มตัวโตก็กดรับสาย
“ยองอุน....พี่.....ช่วยพี่ด้วย..พี่เจ็บจังเลย”
เสียงพูดขาดหายและเหนื่อยหอบแสดงถึงความเจ็บปวดจากปลายสาย ทำให้คนตัวโตลุกจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ เมื่อรับรู้ว่าคนโทรมาอาการไม่ค่อยดี
“พี่แตฮีเป็นอะไรน่ะ!”
กรอกน้ำเสียงร้อนรนลงไปอย่างเป็นห่วงจริงๆ ใบหน้าหล่อคมเครียดขรึม
“ยองอุน....เจ็บหน้าอก....มาหาพี่ที.....”
น้ำเสียงที่แสนจะเจ็บปวดทำให้คนได้ฟังทนเฉยอยู่ไม่ได้ ขายาวก้าวตรงไปยังประตูห้องแล้วกระชากออกอย่างร้อนรน เป็นห่วงกลัวว่าพี่ชายเพื่อนจะเป็นอะไรไป กลัวว่าโรคร้ายที่อีกฝ่ายเป็นจะกำเริบ....
.
..
...
จองซูมองนาฬิกาแล้วเหลือบมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองอย่างรอคอยว่าเมื่อไหร่คนที่นัดทานข้าวด้วยกันไว้จะโทรมาหา นี่ก็เลยเวลานัดมากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วด้วย มือเรียวยื่นออกไปคว้าโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมากดโทรออกเมื่อชักรอไม่ไหว.........
......เจ้าของใบหน้าหวานขมวดคิ้วเมื่อโทรไปแล้วเจ้าตัวดีไม่ยอมรับสาย
ไปไหนของเขานะ?
ร่างบางโทรอยู่อีกสามสี่ครั้งก่อนจะถอดใจเมื่อปลายสายไม่รับสักครั้งเดียว เจ้าของใบหน้าหวานกำโทรศัพท์ไว้ในมือก่อนจะครุ่นคิดถึงเหตุผลที่น้องชายไม่ยอมรับโทรศัพท์ แล้วความห่วงใยก็แล่นเข้ามาในหัว ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรไปหรอกนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวและกังวล แต่ก่อนที่จะได้กังวลมากไปกว่านั้นมือถือในมือก็ดังพร้อมกับสั่นจนสะดุ้ง ร่างบางยกมือถือขึ้นมาดูก่อนจะยิ้มอย่างโล่งอกแล้วรีบกดรับ
“ฮัลโหลยองอุน...อยู่ไหนน่ะ.....ทำไมโทรไปแล้วไม่รับ?”
ท้ายประโยคแฝงไปด้วยน้ำเสียงคาดคั้นเล็กน้อย
“เอ่อ...ชากี ขอโทษนะที่ไม่ได้รับสายพอดีมีเรื่องนิดหน่อย”
เสียงห้าวที่ตอบกลับมาทำเอาใบหน้าหวานยุ่งมากกว่าเดิม
“เรื่องอะไร อยู่ไหนเนี่ย?”
“คือ.....อยู่ข้างนอก พอดีพี่ชายยูชอนไม่สบายกะทันหัน ยองอุนเลยพามาส่งโรงพยาบาล”
ร่างบางกัดปาก แม้คนรักจะไม่ได้เอ่ยชื่อแต่เขาก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร....
“เรื่องทานข้าวน่ะ ยองอุนคงไปไม่ได้แล้ว ถ้าไงชากีไปกินกับป้าฮีชอลก่อนได้ไหม”
ความน้อยใจแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในหัวเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไม อยากถามเจ้าตัวดีกลับไปว่าหมอนั่นสำคัญกว่าพี่อีกเหรอแต่ก็ไม่ถาม จองซูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เจ็บที่อกเหลือเกิน....
“เหรอ.....งั้นก็ดูแลเขาไปเถอะ”
พยายามสะกดเสียงตัวเองให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาหากแต่ก็กลั้นเอาไว้ เขาไม่ใช่เด็กที่จะมานั่งร้องไห้เพียงเพราะว่าแฟนผิดนัด
น้ำเสียงเรียบเฉยของพี่ชายร่างบางทำให้เด็กหนุ่มตัวโตถอนหายใจ และโดยไม่ทันได้สังเกตอะไรจึงคิดไปว่าปลายสายคงหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ
“งั้นแค่นี้ก่อนนะ เดี๋ยวยองอุนทำอะไรที่โรงพยาบาลเสร็จจะรีบกลับไปหานะครับ....รักชากีนะ”
เสียงห้าวบอกรักอย่างอบอุ่น แต่ความอบอุ่นนั้นเข้ามาไม่ถึงจิตใจของร่างบางเสียแล้ว มือเรียววางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะเมื่อคนโทรมาตัดสายไป ใบหน้าหวานเงยมองเพดานเพื่อไล่หยาดน้ำตา ....ใครจะว่าเขางี่เง่าน้อยใจไม่เข้าเรื่องก็ตามสบายเถอะ เพราะ ณ ตอนนี้เขารู้ว่าศัตรูคงกำลังคลี่ยิ้มแห่งชัยชนะอยู่เป็นแน่....
.
..
...
ยองอุนเดินกลับมายังที่นั่งรอตรวจ ร่างใหญ่ทรุดตัวลงข้างพี่ชายเพื่อน ใบหน้าหล่อคมยังมองที่ภาพพักหน้าจอมือถือราวกับอาลัยอาวรณ์เสียเหลือเกิน ซึ่งอาการนั้นส่งผลให้คนแกล้งป่วยรู้สึกไม่พอใจมาก
“พี่ขอโทษนะที่เรียกยองอุนออกมาหากะทันหัน ถ้ายังไงยองอุนกลับไปหาแฟนเถอะ พี่อยู่คนเดียวได้”
แต่แม้จะรู้สึกไม่พอใจมากเพียงใดที่เด็กหนุ่มข้างตัวออกอาการอยากกลับไปหาคนรัก แตฮีก็เลือกที่จะสะกดอาการเหล่านั้นลงไปแล้วพูดทุกอย่างตรงข้ามกับความคิดตัวเอง
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมโทรบอกเขาแล้ว รอพี่แตฮีตรวจเสร็จผมค่อยกลับไปหาเขาก็ได้”
บอกก่อนจะหันไปยิ้มให้คนข้างตัวเพราะกลัวอีกฝ่ายจะคิดมาก สำหรับเขาพี่ชายของเพื่อนก็เหมือนพี่ชายตัวเอง ไอ้จะให้ทำกิริยาไม่เหมาะสมหรือทิ้งคนป่วยไว้คนเดียวคงจะทำไม่ได้ เด็กหนุ่มตัวโตส่งยิ้มให้ร่างเล็กบางซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มตอบ แต่ทันทีที่ใบหน้าหล่อคมหันไปทางอื่น ใบหน้าสวยกว่าผู้หญิงที่เคยมียิ้มอ่อนหวานก็แปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายขึ้นมาทันที ความจริงวันนี้เขาไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด ไม่ได้มีอาการเจ็บหน้าอกอย่างที่โทรไปบอกคนตัวโตเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่าคนข้างๆจะมาแน่ถ้ารู้ว่าเขาป่วยจึงโทรไปหา แล้วมันก็เป็นจริงเสียด้วย
ยองอุนแทบจะบินมาหาเขาด้วยความเป็นห่วง คิดไปแล้วก็เหยียดยิ้มพึงใจ ป่านนี้ไอ้ผู้ชายหน้าด้านคนนั้นคงเกือบจะเป็นบ้า ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครกันแน่ที่สำคัญที่สุดสำหรับยองอุน....
$..$..$..$..$..$..$..$..$..$
ขาเรียวก้าวเดินไปเรื่อยเปื่อย ดวงตาโตมองโน่นนี่อย่างไม่มีอะไรที่สนใจเป็นพิเศษ แขนเรียวเล็กถูกยกขึ้นมากอดเอาไว้แนบอกบาง จองซูเดินทอดน่องอยู่ในห้างสรรพสินค้าซึ่งครอบครัวเขาเป็นเจ้าของ หลังจากนั่งฟุ้งซ่านอยู่ในห้องทำงานและคิดว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้น นั่งอยู่แบบนั้นความเจ็บปวดในอกก็เพิ่มทวี ถ้าหากการที่ ปาร์ค แตฮี มาหาเรื่องเขาเพื่อให้เขาเจ็บปวด นาทีนี้ก็บอกได้เลยว่าฝ่ายนั้นทำสำเร็จ ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะรู้สึกว่าหัวใจมันโหวงเหวงได้ขนาดนี้ ไม่เคยมีสักครั้งที่เจ้าตัวดีจะเห็นคนอื่นสำคัญกว่า.....
ใบหน้าหวานก้มลงเมื่อน้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมากลบขอบตาอีกแล้ว ดวงตาโตกระพริบถี่เพื่อไล่น้ำตานั้น แม้จะเจ็บหน้าอกเพียงใดแต่เขาก็โตแล้ว จะมานั่งร้องไห้เหมือนเด็กอายุ15-16ก็ใช่ที่
ขณะที่กำลังเดินดูอะไรไปเรื่อยๆไหล่บางก็ถูกสะกิดจากทางเบื้องหลังทำเอาคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสะดุ้งแล้วหันหน้ากลับมามอง
“จองซูหรือเปล่าเนี่ย?”
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจก่อนจะเพ่งมองใบหน้าของคนเข้ามาทัก ก่อนที่เรียวปากอิ่มจะคลี่ยิ้มขึ้นเรื่อยๆเมื่อคิดออกมาคนที่เข้ามาทักเป็นใคร
“ดงวุค....ดงวุคใช่หรือเปล่า?”
น้ำเสียงหวานเรียกชื่อคนเข้ามาทักอย่างตื่นเต้นซึ่งเจ้าของชื่อก็ยิ้มอย่างยินดีเช่นกัน
“ไม่เจอกันนานเลยนะเนี่ย นายเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่าจองซู”
ชายหนุ่มที่เข้ามาทักยื่นมือมาแตะไหล่เล็กบาง ก่อนจะดึงร่างคนตรงหน้าเข้ามากอดตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ร่างบางฉีกยิ้มก่อนจะกอดตอบเพื่อน ลืมเรื่องที่ติดอยู่ในใจไปก่อน
เมื่อทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันพอเป็นพิธี ทั้งคู่ก็ตกลงกันว่าจะไปหาร้านอาหารเพื่อนั่งคุยกันหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน
ดงวุคนั้นเป็นเพื่อนนักศึกษาที่เรียนมาด้วยกัน แถมยังอยู่กลุ่มเดียวกันกับร่างบางอีกด้วย ถือว่าสนิทก็น่าจะได้ เพราะตอนเรียนชายหนุ่มที่แสนจะหล่อเหลาตรงหน้าเคยจีบฮีชอลมาแล้ว หากแต่ในตอนนั้นทุกคนก็คิดว่าเป็นเรื่องล้อกันเล่นเสียมากกว่า จะมีก็เพียงแค่เขาเท่านั้นที่รับรู้ว่าคนที่ไม่ได้เจอกันมานานนี้จริงใจกับเพื่อนร่างเพรียวจริงๆ
ดงวุคตามจีบฮีชอลอยู่ถึง3ปีเต็มแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า จนกระทั่งเจ้าตัวถอดใจแล้วเลือกบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ หลังจากนั้นเพื่อนๆก็ไม่ได้ข่าวคราวเจ้าตัวอีกเลย
“หายไปนานเลยนะ กลับมาเมื่อไหร่เนี่ย?”
ร่างบางเปิดบทสนทนาหลังจากที่หาร้านและหาโต๊ะนั่งได้แล้ว คนตรงข้ามเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มนิดๆอย่างที่ชอบทำ
“เพิ่งกลับมาได้สองอาทิตย์เอง นายน่ะสบายดีหรือเปล่า....... ฮีชอลล่ะสบายดีไหม?”
ปากเรียวคลี่ยิ้มก่อนจะมองหน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างรู้ทัน
“อยากรู้ว่าเขาสบายดีไหมก็ไปหาสิ มาถามทำไม”
“ถ้าไปแล้วเกิดเจอแฟนเขาเข้าคงไม่เอาดีกว่า..”
ชายหนุ่มร่างสูงยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้เก้อ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ไม่อาจเลิกรักคนร่างเพรียวนั้นได้สักที
“ฮีชอลยังโสดน้า~ ยังไม่มีแฟน”
ดงวุคเงยหน้า ดวงตาคมฉายแววดีใจจนปิดไม่มี หากแต่พอเห็นแววตาล้อเลียนจากร่างบางก็ต้องแกล้งมองไปทางอื่น
“ฮีชอลยังไม่มีแฟน แล้วนายล่ะจองซู มีหรือยัง?”
คำถามที่โดนถามกลับมาทำเอาอารมณ์ที่แสนจะเบิกบานเพราะได้เจอเพื่อนเก่ากระตุก ใบหน้าหวานที่ระบายไปด้วยยิ้มสดใสแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆเท่านั้น ดวงตาโตหลุบลงเมื่อนึกถึงคนรักของตัวเอง ป่านนี้คงยังอยู่กับพี่ชายเพื่อนอยู่ล่ะมั๊ง
“ทำงานที่ไหนเหรอ”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บเลยเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องโดยไม่ให้เพื่อนจับสังเกตได้ ซึ่งก็จริงตามนั้นเมื่อคนตรงข้ามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น
.
..
...
เด็กหนุ่มตัวโตถอนหายใจ ใบหน้าหล่อคมเครียดขรึม มือใหญ่ซุกอยู่ในกางเกงแสลคของตัวเอง ขายาวก้าวไปตามแรงมือของใครอีกคนที่ควงแขนเขาอยู่ เสียงหวานที่ดังอยู่ข้างตัวไม่ได้ทำให้ยองอุนรู้สึกดีขึ้นเลย และแม้ตอนแรกเขาจะยิ้มให้กับคนร่างเล็กบางที่พาไปหาหมอบ้างหากแต่ตอนนี้เขาอยากกลับไปหาคนที่เบี้ยวนัดทานข้าวใจจะขาด
หลังจากที่คนตัวโตพาแตฮีไปหาหมอเพื่อตรวจดูอาการแล้ว และหมอบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไร อาจจะแค่เจ็บหน้าอกตามปกติของอาการเท่านั้นเขาก็คิดว่าจะพาคนที่เดินควงแขนอยู่นี่ไปส่งที่บ้าน หากแต่อีกฝ่ายกลับขอร้องให้พามาเดินซื้อของใช้ส่วนตัวก่อนกลับ โอเคก็แค่ซื้อของใช้มันก็ไม่ได้อะไรนักหนา แต่เขาเดินดูของกับพี่ชายเพื่อนมาเกือบสองชั่วโมงแล้วก็ไม่เห็นว่าคนข้างตัวจะเลือกซื้ออะไรเป็นจริงเป็นจังสักที อีกอย่างที่ทำให้อึดอัดซะเหลือเกินก็คงเป็นการกระทำของอีกฝ่าย ที่ดูจากมุมไหนพี่ชายของเพื่อนก็พยายามทำตัวให้เหมือนเมื่อก่อนอย่างไรอย่างนั้น....
“เอ่อ.....พี่แตฮีผม.......”
เด็กหนุ่มตัวโตเอ่ยปากเพราะคิดว่ามันนานเกินไปแล้วและก็ไม่เห็นว่าคนที่ควงแขนอยู่นี่จะซื้ออะไรสักที เลยว่าจะขอตัวกลับ หากแต่ยังไม่ทันพูดจบคนที่เดินอยู่ข้างกันก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานแล้วชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาซะก่อน
“ยองอุนพี่หิวแล้วไปหาอะไรทานกันนะ”
คนโดนชวนอึกอักและกำลังจะปฏิเสธแต่ก็เหมือนเคย เจ้าของใบหน้าสวยราวผู้หญิงกลับทำท่าเหมือนไม่ได้ยินและรับรู้กับสิ่งที่เขากำลังจะบอก
“เราไปทานร้านไหนกันดีล่ะ เอาร้านนั้นไหม”
ยังไม่ทันได้ตอบตกลงแขนแกร่งก็โดนลากไปเสียอย่างนั้น คนตัวโตถอนหายใจอย่างอึดอัดหากแต่ก็ต้องเดินตามไปด้วยดี
แตฮีคลี่ยิ้มและแกล้งทำเป็นไม่สนใจอาการของเด็กหนุ่ม มือเรียวเล็กเกาะแขนแกร่งเอาไว้อย่างถือสิทธ์ ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเมื่อมีคนมองมาที่เขาสองคนคล้ายกับอยากบอกใครต่อใครว่าผู้ชายคนนี้เป็นของเขาแต่ผู้เดียว
ยองอุนชะงักเมื่อเข้ามาในร้านอาหารแล้วสายตามองไปปะทะเข้ากับร่างบางคุ้นตา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแทบจะทันทีที่เห็นว่าคนรักนั่งหัวเราะต่อกระซิกอยู่กับผู้ชายคนอื่น เจ้าของใบหน้าหวานที่คิดว่าตอนนี้คงนั่งทำงานอยู่ที่บริษัท เพราะอีกฝ่ายคงไม่ออกมาหาอะไรทานไกลเกินแถวนั้นอยู่แล้ว หากแต่ตอนนี้พี่ชายสุดที่รักของเขากลับมานั่งยิ้มหวานอยู่กับผู้ชายอีกคน ใบหน้าหล่อคมบึ้งสนิทความไม่พอใจแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
อ้อ...ไม่มีเขาพาออกมาทานข้าว ก็มากับคนอื่นได้อย่างนั้นเหรอ
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นสะกดความไม่พอใจไว้สุดตัว
“นั่นใช่แฟนยองอุนหรือเปล่า.......เขามากับใครเหรอ......ท่าทางสนิทกันจัง”
แตฮีเอียงคอและถามเด็กหนุ่มตัวโตที่นั่งหน้าขรึมอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างต้องการคำตอบจริงๆ แหมทำไมโชคมันเข้าข้างเขาแบบนี้ล่ะ วันนี้อะไรๆมันก็ดูเหมือนเป็นใจกับเขาไปซะหมด ตั้งแต่เรื่องเมื่อเช้าจนมาถึงตอนนี้
ใบหน้าสวยเบนไปมองคนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะก่อนจะเหยียดยิ้มอย่างชอบใจ
...ฉันจะทำให้แกกับยองอุนของฉันต้องเลิกกันไปเลย ...คิม จองซู...
มือใหญ่หยิบเมนูขึ้นมาอ่านพยายามไม่สนใจคำถามจากพี่ชายเพื่อน และไม่มองคนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งด้วย และแม้จะอยากเดินเข้าไปหา เดินเข้าไปทักมากเพียงใดแต่เขากลับไม่ทำแบบนั้น
ดวงตาคมมองร่างบางอีกโต๊ะเป็นระยะ และความไม่พอใจก็เพิ่มขึ้นทุกที อาการเหล่านั้นไม่ได้รอดพ้นสายตาของแตฮีแต่อย่างใด เรียวปากสวยคลี่ยิ้ม เพราะว่าเด็กหนุ่มตรงหน้า เป็นคนสำคัญ เป็นหัวใจ เป็นคนที่รัก ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ายองอุนขี้หึงขนาดไหน จะว่าไปคนตรงข้ามก็เหมือนเด็กที่หวงของตัวเองอยู่เสมอ เพราะแบบนั้นแค่เห็นว่าแฟนตัวเองออกมากับผู้ชายคนอื่น เหตุผลและความยับยั้งช่างใจก็แทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว และนั่นแหละเป็นโอกาสทองของเขา
“ไม่เข้าไปทักแฟนหน่อยเหรอยองอุน มากับใครน้า~ดูดีจัง นี่ถ้าเขาไม่เป็นแฟนยองอุนพี่คงคิดว่าเขาสองคนเป็นแฟนกัน”
ใบหน้าหล่อคมหันไปทางอื่นเมื่อได้ฟังคำพูดนั้นจากคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกันพูดจบ เด็กหนุ่มกัดปากสะกดอารมณ์ก่อนจะทนไม่ไหวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังโต๊ะของคนรัก
จองซูหันมามองเมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ข้างๆตัวเอง ใบหน้าที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มค่อยๆจางลงเมื่อเห็นหน้าตาของคนที่เดินมาหา
“ยองอุน”
ใบหน้าหล่อคมที่เคยทะเล้นบัดนี้บึ้งตึงและฉายแววความไม่พอใจออกมาชัด ดวงตาคมจ้องมองมาที่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อก็ไม่ปาน
“มากินข้าวไกลเนอะ”
น้ำเสียงห้าวและคำพูดแสดงออกมาถึงความไม่พอใจ และหาเรื่อง ร่างบางทำหน้ายุ่งเมื่อเจอเข้ากับกิริยาแบบนั้นของเจ้าตัวดี รับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจที่มากับคนอื่น แล้วทีตัวเองล่ะ ใบหน้าหวานชะเง้อมองไปยังอีกโต๊ะก่อนจะทำหน้าบึ้ง ทีตัวเองยังมากับคนอื่นได้เลย ความน้อยใจที่เคยหายไปบวกกับความไม่ชอบใจที่โดนน้องพูดจาไม่เพราะด้วยทำให้คนร่างบางชักโมโหขึ้นมาเหมือนกัน
“พี่จะมากินข้าวไกลแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพี่โตแล้ว”
อาการลอยหน้าลอยตาของคนเป็นพี่ยิ่งทำให้คนอารมณ์ไม่ดียิ่งปรี๊ด แถมพอพูดจบอีกฝ่ายยังหันไปยิ้มให้กับคนที่นั่งอยู่กับฝ่ายนั้นเสียหวานหยด และยังไม่ทันทีจะได้ทำอะไรมากไปกว่านี้ แขนเรียวก็ถูกมือใหญ่คว้าแล้วดึงให้ยืนขึ้น ดงวุคมองสถานการณ์แล้วใจไม่ดี จึงลุกขึ้นจะห้ามหากแต่ก็ทำได้แค่นั้นเมื่อเจอเข้ากับสายตาเอาจริงคนเด็กหนุ่มตัวโต
“ขอโทษนะครับ ขอเราคุยกันเป็นการส่วนตัว ตามประสาคนรัก”
พูดจบร่างใหญ่ก็ฉุดแขนร่างบางให้เดินตาม ใบหน้าหวานขมวดยุ่งด้วยความเจ็บ จองซูพยายามสะบัดมือออกจากจากการเกาะกุม
“ปล่อยพี่นะยองอุน...พี่เจ็บ!”
เจ้าของเรียวแขนร้องบอกเมื่อเจ้าตัวแสบไม่ออมแรงแม้แต่สักนิด ร่างบางถูกลากมายังลานจอดรถ
“เจ็บแล้วมากับคนอื่นทำไม ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร!?”
มือใหญ่คายออกเล็กน้อย ใบหน้าหล่อคมยังเครียดขรึม ดวงตาโตก้มลงมองพี่ชายร่างบาง
“เขาจะเป็นใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับยองอุน ปล่อยพี่นะพี่จะกลับบริษัท”
คำตอบของคนรักทำเอาเด็กหนุ่มโมโห เจ้าของมือใหญ่กระชากร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดก่อนจะรัดแขนไปรอบเอวบางแรงๆอย่างต้องการลงโทษ
“พูดใหม่อีกทีสิ เราไม่เกี่ยวกันงั้นเหรอ จะต้องให้ยองอุนบอกไหมว่าเราเป็นอะไรกัน!”
เสียงห้าวดุดัน เจ้าของใบหน้าหล่อคมก้มลงมองคนในวงแขนอย่างเอาเรื่อง หากแต่ก็ไม่ได้ทำให้คนในวงแขนกลัวแต่อย่างใด ใบหน้าหวานเชิดขึ้นก่อนจะพูดใส่หน้าเจ้าตัวดีอย่างก็โกรธเหมือนกัน
“เราเป็นอะไรกันล่ะ? พี่เป็นอะไรสำหรับยองอุน เป็นคนที่ยองอุนทิ้งเอาไว้แล้วไปหาคนอื่นใช่ไหม!?”
ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความโกรธอ่อนแสงลง เมื่อได้ยินคำพูดและเห็นดวงตาโตของคนในวงแขนคลอไปด้วยน้ำตา แขนแกร่งที่รัดรอบเอวบางคลายออกเมื่อเจ้าของมันอารมณ์เย็นลง
“ชากี......ยองอุน”
“ห๊ะ!.....รับใช้พี่ชายเพื่อนเสร็จแล้วเหรอถึงกลับมาหาพี่ได้….ถึงกลับมาตวาดพี่ปาวๆแบบนี้”
ร่างบางเสียงดังใส่คนตัวโตอย่างเหลืออด ความอดทนอดกลั้นและความเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้เตือนตัวเองพังครืนลงไม่เป็นท่า น้ำตาที่ห้ามไว้ได้หลายครั้งบัดนี้มันไหลลงอาบสองแก้มนวลอย่างห้ามไม่อยู่
ร่างใหญ่กัดปากตัวเองเมื่อเห็นคนในวงแขนร้องไห้ อารมณ์ที่เคยขึ้นบัดนี้กลับไม่เหลืออยู่อีกแล้ว ตอนนี้รู้สึกอยากเขกหัวตัวเองแรงๆสักหนึ่งครั้ง มือใหญ่เอื้อมขึ้นปาดน้ำตาให้คนในวงแขนอย่างเบามือ
“ยองอุนขอโทษที่เสียงดังใส่ ขอโทษนะครับ อย่าร้องนะ”
บอกเสียงอ่อนก่อนจะรั้งใบหน้านวลให้ซบลงกับบ่ากว้าง เหมือนกับไม่สามารถอดทนไว้ได้อีกแล้ว มือเรียวยกขึ้นทาบแผ่นหลังกว้างก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเรื่อยๆ ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังบางอย่างปลอบโยนก่อนจะเบนหน้ากดปลายจมูกลงบนขมับของคนในวงแขนอย่างเอาใจ
เวลาผ่านไปสักครู่เด็กหนุ่มตัวโตก็ดันคนในวงแขนออกห่างให้มองหน้ากัน นิ้วยาวเกลี่ยน้ำตาที่เปียกอยู่บนแก้มนุ่ม
“ยองอุนขอโทษที่ผิดนัด ขอโทษที่เสียงดังใส่ ขอโทษที่หึงไม่ดูตาม้าตาเรือ ชากียกโทษให้ได้ไหม”
จองซูยังสะอื้นเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตา รู้สึกว่าความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเองมันหายไปหมดไม่มีเหลือ เรียวปากอิ่มไม่เอื้อนเอ่ยตอบ แต่ก็ยอมให้คนรักดึงเข้าไปกอดอีกครั้ง
“ขอโทษนะ.. เราดีกันนะ”
เสียงทุ้มกระซิบอ้อนริมหู ใบหน้าหวานสะบัดหนีอย่างงอนๆ
“ไม่อยากดีด้วยหรอก เด็กประสาท!”
ต่อว่าเจ้าตัวดีทั้งที่ยังอยู่ในวงแขนของอีกฝ่าย ทั้งสองคนกอดกันอยู่แบบนั้น
“ตกลงวันนี้พี่ชายเพื่อนเป็นอะไรอีกไม่ทราบ”
เงียบกันไปสักพักร่างบางก็เป็นคนเอ่ยถาม คิ้วเข้มเลิกขึ้นก่อนจะดันตัวออกมามองใบหน้าหวานนิดหนึ่ง
“ถ้าอยากรู้ยองอุนก็จะเล่าให้ฟังทั้งหมด ตั้งแต่ต้นเลยเราจะได้ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันเพราะพี่แตฮีอีก”
“ทำไม...ไม่อยากให้พี่แตะต้องเขาเหรอ”
“ใช่ซะที่ไหนล่ะ ชากีน่ะพาล จะบอกอีกครั้งนะ ยองอุนรักชากีคนเดียว ผิดจากชากีไปแล้วยองอุนจะไม่มีวันรักผู้ชายคนไหนอีก.....ไม่มีวัน”
ร่างบางเม้มปากเมื่อโดนบอกรักเอาซึ่งๆหน้า แล้วคนมีคราบน้ำตาเปื้อนทั้งแก้มก็ต้องยิ้มเมื่อเจ้าน้องชายกดปลายจมูกลงที่ข้างแก้ม
นิ้วเรียวเล็กจิกเข้าหากัน ฟันขาวเรียงสวยกัดปากตัวเองห้ามเสียงสะอื้น ใบหน้าสวยกว่าผู้หญิงของแตฮีอาบไปด้วยน้ำตา เมื่อเดินตามยองอุนมาเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มีวันปรับความเข้าใจกับคนรักได้
แต่เขาคิดผิด...
ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ที่เด็กหนุ่มแสดงออกกับไอ้ผู้ชายคนนั้น มันราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดแทงหัวใจเขาให้เป็นแผลลึก.....
To be con.
ใบหน้าหวานก้มลงเมื่อน้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมากลบขอบตาอีกแล้ว ดวงตาโตกระพริบถี่เพื่อไล่น้ำตานั้น แม้จะเจ็บหน้าอกเพียงใดแต่เขาก็โตแล้ว จะมานั่งร้องไห้เหมือนเด็กอายุ15-16ก็ใช่ที่
ขณะที่กำลังเดินดูอะไรไปเรื่อยๆไหล่บางก็ถูกสะกิดจากทางเบื้องหลังทำเอาคนที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสะดุ้งแล้วหันหน้ากลับมามอง
“จองซูหรือเปล่าเนี่ย?”
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจก่อนจะเพ่งมองใบหน้าของคนเข้ามาทัก ก่อนที่เรียวปากอิ่มจะคลี่ยิ้มขึ้นเรื่อยๆเมื่อคิดออกมาคนที่เข้ามาทักเป็นใคร
“ดงวุค....ดงวุคใช่หรือเปล่า?”
น้ำเสียงหวานเรียกชื่อคนเข้ามาทักอย่างตื่นเต้นซึ่งเจ้าของชื่อก็ยิ้มอย่างยินดีเช่นกัน
“ไม่เจอกันนานเลยนะเนี่ย นายเป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่าจองซู”
ชายหนุ่มที่เข้ามาทักยื่นมือมาแตะไหล่เล็กบาง ก่อนจะดึงร่างคนตรงหน้าเข้ามากอดตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน ร่างบางฉีกยิ้มก่อนจะกอดตอบเพื่อน ลืมเรื่องที่ติดอยู่ในใจไปก่อน
เมื่อทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันพอเป็นพิธี ทั้งคู่ก็ตกลงกันว่าจะไปหาร้านอาหารเพื่อนั่งคุยกันหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน
ดงวุคนั้นเป็นเพื่อนนักศึกษาที่เรียนมาด้วยกัน แถมยังอยู่กลุ่มเดียวกันกับร่างบางอีกด้วย ถือว่าสนิทก็น่าจะได้ เพราะตอนเรียนชายหนุ่มที่แสนจะหล่อเหลาตรงหน้าเคยจีบฮีชอลมาแล้ว หากแต่ในตอนนั้นทุกคนก็คิดว่าเป็นเรื่องล้อกันเล่นเสียมากกว่า จะมีก็เพียงแค่เขาเท่านั้นที่รับรู้ว่าคนที่ไม่ได้เจอกันมานานนี้จริงใจกับเพื่อนร่างเพรียวจริงๆ
ดงวุคตามจีบฮีชอลอยู่ถึง3ปีเต็มแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า จนกระทั่งเจ้าตัวถอดใจแล้วเลือกบินไปเรียนต่อที่อังกฤษ หลังจากนั้นเพื่อนๆก็ไม่ได้ข่าวคราวเจ้าตัวอีกเลย
“หายไปนานเลยนะ กลับมาเมื่อไหร่เนี่ย?”
ร่างบางเปิดบทสนทนาหลังจากที่หาร้านและหาโต๊ะนั่งได้แล้ว คนตรงข้ามเลิกคิ้วก่อนจะยิ้มนิดๆอย่างที่ชอบทำ
“เพิ่งกลับมาได้สองอาทิตย์เอง นายน่ะสบายดีหรือเปล่า....... ฮีชอลล่ะสบายดีไหม?”
ปากเรียวคลี่ยิ้มก่อนจะมองหน้าฝ่ายตรงข้ามอย่างรู้ทัน
“อยากรู้ว่าเขาสบายดีไหมก็ไปหาสิ มาถามทำไม”
“ถ้าไปแล้วเกิดเจอแฟนเขาเข้าคงไม่เอาดีกว่า..”
ชายหนุ่มร่างสูงยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มแก้เก้อ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่เขาก็ไม่อาจเลิกรักคนร่างเพรียวนั้นได้สักที
“ฮีชอลยังโสดน้า~ ยังไม่มีแฟน”
ดงวุคเงยหน้า ดวงตาคมฉายแววดีใจจนปิดไม่มี หากแต่พอเห็นแววตาล้อเลียนจากร่างบางก็ต้องแกล้งมองไปทางอื่น
“ฮีชอลยังไม่มีแฟน แล้วนายล่ะจองซู มีหรือยัง?”
คำถามที่โดนถามกลับมาทำเอาอารมณ์ที่แสนจะเบิกบานเพราะได้เจอเพื่อนเก่ากระตุก ใบหน้าหวานที่ระบายไปด้วยยิ้มสดใสแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆเท่านั้น ดวงตาโตหลุบลงเมื่อนึกถึงคนรักของตัวเอง ป่านนี้คงยังอยู่กับพี่ชายเพื่อนอยู่ล่ะมั๊ง
“ทำงานที่ไหนเหรอ”
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บเลยเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องโดยไม่ให้เพื่อนจับสังเกตได้ ซึ่งก็จริงตามนั้นเมื่อคนตรงข้ามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น
.
..
...
เด็กหนุ่มตัวโตถอนหายใจ ใบหน้าหล่อคมเครียดขรึม มือใหญ่ซุกอยู่ในกางเกงแสลคของตัวเอง ขายาวก้าวไปตามแรงมือของใครอีกคนที่ควงแขนเขาอยู่ เสียงหวานที่ดังอยู่ข้างตัวไม่ได้ทำให้ยองอุนรู้สึกดีขึ้นเลย และแม้ตอนแรกเขาจะยิ้มให้กับคนร่างเล็กบางที่พาไปหาหมอบ้างหากแต่ตอนนี้เขาอยากกลับไปหาคนที่เบี้ยวนัดทานข้าวใจจะขาด
หลังจากที่คนตัวโตพาแตฮีไปหาหมอเพื่อตรวจดูอาการแล้ว และหมอบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไร อาจจะแค่เจ็บหน้าอกตามปกติของอาการเท่านั้นเขาก็คิดว่าจะพาคนที่เดินควงแขนอยู่นี่ไปส่งที่บ้าน หากแต่อีกฝ่ายกลับขอร้องให้พามาเดินซื้อของใช้ส่วนตัวก่อนกลับ โอเคก็แค่ซื้อของใช้มันก็ไม่ได้อะไรนักหนา แต่เขาเดินดูของกับพี่ชายเพื่อนมาเกือบสองชั่วโมงแล้วก็ไม่เห็นว่าคนข้างตัวจะเลือกซื้ออะไรเป็นจริงเป็นจังสักที อีกอย่างที่ทำให้อึดอัดซะเหลือเกินก็คงเป็นการกระทำของอีกฝ่าย ที่ดูจากมุมไหนพี่ชายของเพื่อนก็พยายามทำตัวให้เหมือนเมื่อก่อนอย่างไรอย่างนั้น....
“เอ่อ.....พี่แตฮีผม.......”
เด็กหนุ่มตัวโตเอ่ยปากเพราะคิดว่ามันนานเกินไปแล้วและก็ไม่เห็นว่าคนที่ควงแขนอยู่นี่จะซื้ออะไรสักที เลยว่าจะขอตัวกลับ หากแต่ยังไม่ทันพูดจบคนที่เดินอยู่ข้างกันก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มหวานแล้วชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาซะก่อน
“ยองอุนพี่หิวแล้วไปหาอะไรทานกันนะ”
คนโดนชวนอึกอักและกำลังจะปฏิเสธแต่ก็เหมือนเคย เจ้าของใบหน้าสวยราวผู้หญิงกลับทำท่าเหมือนไม่ได้ยินและรับรู้กับสิ่งที่เขากำลังจะบอก
“เราไปทานร้านไหนกันดีล่ะ เอาร้านนั้นไหม”
ยังไม่ทันได้ตอบตกลงแขนแกร่งก็โดนลากไปเสียอย่างนั้น คนตัวโตถอนหายใจอย่างอึดอัดหากแต่ก็ต้องเดินตามไปด้วยดี
แตฮีคลี่ยิ้มและแกล้งทำเป็นไม่สนใจอาการของเด็กหนุ่ม มือเรียวเล็กเกาะแขนแกร่งเอาไว้อย่างถือสิทธ์ ใบหน้าสวยเชิดขึ้นเมื่อมีคนมองมาที่เขาสองคนคล้ายกับอยากบอกใครต่อใครว่าผู้ชายคนนี้เป็นของเขาแต่ผู้เดียว
ยองอุนชะงักเมื่อเข้ามาในร้านอาหารแล้วสายตามองไปปะทะเข้ากับร่างบางคุ้นตา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแทบจะทันทีที่เห็นว่าคนรักนั่งหัวเราะต่อกระซิกอยู่กับผู้ชายคนอื่น เจ้าของใบหน้าหวานที่คิดว่าตอนนี้คงนั่งทำงานอยู่ที่บริษัท เพราะอีกฝ่ายคงไม่ออกมาหาอะไรทานไกลเกินแถวนั้นอยู่แล้ว หากแต่ตอนนี้พี่ชายสุดที่รักของเขากลับมานั่งยิ้มหวานอยู่กับผู้ชายอีกคน ใบหน้าหล่อคมบึ้งสนิทความไม่พอใจแล่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
อ้อ...ไม่มีเขาพาออกมาทานข้าว ก็มากับคนอื่นได้อย่างนั้นเหรอ
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นสะกดความไม่พอใจไว้สุดตัว
“นั่นใช่แฟนยองอุนหรือเปล่า.......เขามากับใครเหรอ......ท่าทางสนิทกันจัง”
แตฮีเอียงคอและถามเด็กหนุ่มตัวโตที่นั่งหน้าขรึมอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างต้องการคำตอบจริงๆ แหมทำไมโชคมันเข้าข้างเขาแบบนี้ล่ะ วันนี้อะไรๆมันก็ดูเหมือนเป็นใจกับเขาไปซะหมด ตั้งแต่เรื่องเมื่อเช้าจนมาถึงตอนนี้
ใบหน้าสวยเบนไปมองคนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะก่อนจะเหยียดยิ้มอย่างชอบใจ
...ฉันจะทำให้แกกับยองอุนของฉันต้องเลิกกันไปเลย ...คิม จองซู...
มือใหญ่หยิบเมนูขึ้นมาอ่านพยายามไม่สนใจคำถามจากพี่ชายเพื่อน และไม่มองคนที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งด้วย และแม้จะอยากเดินเข้าไปหา เดินเข้าไปทักมากเพียงใดแต่เขากลับไม่ทำแบบนั้น
ดวงตาคมมองร่างบางอีกโต๊ะเป็นระยะ และความไม่พอใจก็เพิ่มขึ้นทุกที อาการเหล่านั้นไม่ได้รอดพ้นสายตาของแตฮีแต่อย่างใด เรียวปากสวยคลี่ยิ้ม เพราะว่าเด็กหนุ่มตรงหน้า เป็นคนสำคัญ เป็นหัวใจ เป็นคนที่รัก ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ายองอุนขี้หึงขนาดไหน จะว่าไปคนตรงข้ามก็เหมือนเด็กที่หวงของตัวเองอยู่เสมอ เพราะแบบนั้นแค่เห็นว่าแฟนตัวเองออกมากับผู้ชายคนอื่น เหตุผลและความยับยั้งช่างใจก็แทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว และนั่นแหละเป็นโอกาสทองของเขา
“ไม่เข้าไปทักแฟนหน่อยเหรอยองอุน มากับใครน้า~ดูดีจัง นี่ถ้าเขาไม่เป็นแฟนยองอุนพี่คงคิดว่าเขาสองคนเป็นแฟนกัน”
ใบหน้าหล่อคมหันไปทางอื่นเมื่อได้ฟังคำพูดนั้นจากคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกันพูดจบ เด็กหนุ่มกัดปากสะกดอารมณ์ก่อนจะทนไม่ไหวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังโต๊ะของคนรัก
จองซูหันมามองเมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ข้างๆตัวเอง ใบหน้าที่เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มค่อยๆจางลงเมื่อเห็นหน้าตาของคนที่เดินมาหา
“ยองอุน”
ใบหน้าหล่อคมที่เคยทะเล้นบัดนี้บึ้งตึงและฉายแววความไม่พอใจออกมาชัด ดวงตาคมจ้องมองมาที่เขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อก็ไม่ปาน
“มากินข้าวไกลเนอะ”
น้ำเสียงห้าวและคำพูดแสดงออกมาถึงความไม่พอใจ และหาเรื่อง ร่างบางทำหน้ายุ่งเมื่อเจอเข้ากับกิริยาแบบนั้นของเจ้าตัวดี รับรู้ว่าอีกฝ่ายไม่พอใจที่มากับคนอื่น แล้วทีตัวเองล่ะ ใบหน้าหวานชะเง้อมองไปยังอีกโต๊ะก่อนจะทำหน้าบึ้ง ทีตัวเองยังมากับคนอื่นได้เลย ความน้อยใจที่เคยหายไปบวกกับความไม่ชอบใจที่โดนน้องพูดจาไม่เพราะด้วยทำให้คนร่างบางชักโมโหขึ้นมาเหมือนกัน
“พี่จะมากินข้าวไกลแค่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพี่โตแล้ว”
อาการลอยหน้าลอยตาของคนเป็นพี่ยิ่งทำให้คนอารมณ์ไม่ดียิ่งปรี๊ด แถมพอพูดจบอีกฝ่ายยังหันไปยิ้มให้กับคนที่นั่งอยู่กับฝ่ายนั้นเสียหวานหยด และยังไม่ทันทีจะได้ทำอะไรมากไปกว่านี้ แขนเรียวก็ถูกมือใหญ่คว้าแล้วดึงให้ยืนขึ้น ดงวุคมองสถานการณ์แล้วใจไม่ดี จึงลุกขึ้นจะห้ามหากแต่ก็ทำได้แค่นั้นเมื่อเจอเข้ากับสายตาเอาจริงคนเด็กหนุ่มตัวโต
“ขอโทษนะครับ ขอเราคุยกันเป็นการส่วนตัว ตามประสาคนรัก”
พูดจบร่างใหญ่ก็ฉุดแขนร่างบางให้เดินตาม ใบหน้าหวานขมวดยุ่งด้วยความเจ็บ จองซูพยายามสะบัดมือออกจากจากการเกาะกุม
“ปล่อยพี่นะยองอุน...พี่เจ็บ!”
เจ้าของเรียวแขนร้องบอกเมื่อเจ้าตัวแสบไม่ออมแรงแม้แต่สักนิด ร่างบางถูกลากมายังลานจอดรถ
“เจ็บแล้วมากับคนอื่นทำไม ไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร!?”
มือใหญ่คายออกเล็กน้อย ใบหน้าหล่อคมยังเครียดขรึม ดวงตาโตก้มลงมองพี่ชายร่างบาง
“เขาจะเป็นใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับยองอุน ปล่อยพี่นะพี่จะกลับบริษัท”
คำตอบของคนรักทำเอาเด็กหนุ่มโมโห เจ้าของมือใหญ่กระชากร่างบางเข้ามาในอ้อมกอดก่อนจะรัดแขนไปรอบเอวบางแรงๆอย่างต้องการลงโทษ
“พูดใหม่อีกทีสิ เราไม่เกี่ยวกันงั้นเหรอ จะต้องให้ยองอุนบอกไหมว่าเราเป็นอะไรกัน!”
เสียงห้าวดุดัน เจ้าของใบหน้าหล่อคมก้มลงมองคนในวงแขนอย่างเอาเรื่อง หากแต่ก็ไม่ได้ทำให้คนในวงแขนกลัวแต่อย่างใด ใบหน้าหวานเชิดขึ้นก่อนจะพูดใส่หน้าเจ้าตัวดีอย่างก็โกรธเหมือนกัน
“เราเป็นอะไรกันล่ะ? พี่เป็นอะไรสำหรับยองอุน เป็นคนที่ยองอุนทิ้งเอาไว้แล้วไปหาคนอื่นใช่ไหม!?”
ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความโกรธอ่อนแสงลง เมื่อได้ยินคำพูดและเห็นดวงตาโตของคนในวงแขนคลอไปด้วยน้ำตา แขนแกร่งที่รัดรอบเอวบางคลายออกเมื่อเจ้าของมันอารมณ์เย็นลง
“ชากี......ยองอุน”
“ห๊ะ!.....รับใช้พี่ชายเพื่อนเสร็จแล้วเหรอถึงกลับมาหาพี่ได้….ถึงกลับมาตวาดพี่ปาวๆแบบนี้”
ร่างบางเสียงดังใส่คนตัวโตอย่างเหลืออด ความอดทนอดกลั้นและความเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้เตือนตัวเองพังครืนลงไม่เป็นท่า น้ำตาที่ห้ามไว้ได้หลายครั้งบัดนี้มันไหลลงอาบสองแก้มนวลอย่างห้ามไม่อยู่
ร่างใหญ่กัดปากตัวเองเมื่อเห็นคนในวงแขนร้องไห้ อารมณ์ที่เคยขึ้นบัดนี้กลับไม่เหลืออยู่อีกแล้ว ตอนนี้รู้สึกอยากเขกหัวตัวเองแรงๆสักหนึ่งครั้ง มือใหญ่เอื้อมขึ้นปาดน้ำตาให้คนในวงแขนอย่างเบามือ
“ยองอุนขอโทษที่เสียงดังใส่ ขอโทษนะครับ อย่าร้องนะ”
บอกเสียงอ่อนก่อนจะรั้งใบหน้านวลให้ซบลงกับบ่ากว้าง เหมือนกับไม่สามารถอดทนไว้ได้อีกแล้ว มือเรียวยกขึ้นทาบแผ่นหลังกว้างก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเรื่อยๆ ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังบางอย่างปลอบโยนก่อนจะเบนหน้ากดปลายจมูกลงบนขมับของคนในวงแขนอย่างเอาใจ
เวลาผ่านไปสักครู่เด็กหนุ่มตัวโตก็ดันคนในวงแขนออกห่างให้มองหน้ากัน นิ้วยาวเกลี่ยน้ำตาที่เปียกอยู่บนแก้มนุ่ม
“ยองอุนขอโทษที่ผิดนัด ขอโทษที่เสียงดังใส่ ขอโทษที่หึงไม่ดูตาม้าตาเรือ ชากียกโทษให้ได้ไหม”
จองซูยังสะอื้นเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตา รู้สึกว่าความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเองมันหายไปหมดไม่มีเหลือ เรียวปากอิ่มไม่เอื้อนเอ่ยตอบ แต่ก็ยอมให้คนรักดึงเข้าไปกอดอีกครั้ง
“ขอโทษนะ.. เราดีกันนะ”
เสียงทุ้มกระซิบอ้อนริมหู ใบหน้าหวานสะบัดหนีอย่างงอนๆ
“ไม่อยากดีด้วยหรอก เด็กประสาท!”
ต่อว่าเจ้าตัวดีทั้งที่ยังอยู่ในวงแขนของอีกฝ่าย ทั้งสองคนกอดกันอยู่แบบนั้น
“ตกลงวันนี้พี่ชายเพื่อนเป็นอะไรอีกไม่ทราบ”
เงียบกันไปสักพักร่างบางก็เป็นคนเอ่ยถาม คิ้วเข้มเลิกขึ้นก่อนจะดันตัวออกมามองใบหน้าหวานนิดหนึ่ง
“ถ้าอยากรู้ยองอุนก็จะเล่าให้ฟังทั้งหมด ตั้งแต่ต้นเลยเราจะได้ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันเพราะพี่แตฮีอีก”
“ทำไม...ไม่อยากให้พี่แตะต้องเขาเหรอ”
“ใช่ซะที่ไหนล่ะ ชากีน่ะพาล จะบอกอีกครั้งนะ ยองอุนรักชากีคนเดียว ผิดจากชากีไปแล้วยองอุนจะไม่มีวันรักผู้ชายคนไหนอีก.....ไม่มีวัน”
ร่างบางเม้มปากเมื่อโดนบอกรักเอาซึ่งๆหน้า แล้วคนมีคราบน้ำตาเปื้อนทั้งแก้มก็ต้องยิ้มเมื่อเจ้าน้องชายกดปลายจมูกลงที่ข้างแก้ม
นิ้วเรียวเล็กจิกเข้าหากัน ฟันขาวเรียงสวยกัดปากตัวเองห้ามเสียงสะอื้น ใบหน้าสวยกว่าผู้หญิงของแตฮีอาบไปด้วยน้ำตา เมื่อเดินตามยองอุนมาเพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มีวันปรับความเข้าใจกับคนรักได้
แต่เขาคิดผิด...
ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ที่เด็กหนุ่มแสดงออกกับไอ้ผู้ชายคนนั้น มันราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดแทงหัวใจเขาให้เป็นแผลลึก.....
To be con.


